แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดเทพธิดาราม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดเทพธิดาราม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จากกรรมาธิการอนุรักษ์ฯ ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี

ขอรายงานข่าวความคืบหน้าในโครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎก วัดเทพธิดารามวรวิหาร หลังจากในคราวก่อนที่ได้รายงานยอดเงินทำบุญผ้าป่าอาษาสามัคคี เพื่อนำไปสมทบงบประมาณในการบูรณะปฏิสังขรณ์ หอพระไตรปิฎก จากในส่วนสมาชิกและเครือข่ายการอนุรักษ์ของสมาคม รวมทั้งกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในงานวันนั้นที่เกี่ยวเนื่องกับวันสุนทรภู่ไปแล้ว ทางด้านความพร้อมของงบประมาณของโครงการ กรมศิลปากรยังได้ให้การสนับสนุนเจตนารมย์อันเป็นกุศลของเราด้วยการอนุมัติเงินอุดหนุนให้อีกในจำนวน 4.7 ล้านบาท โดยนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีโครงการอนุรักษ์โบราณสถานที่ริเริ่มโดยองค์กรอื่น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีจึงได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในขณะที่ทางวัดเทพธิดารามเองก็มีเงินทุนและวัสดุก่อสร้างจัดเตรียมไว้จำนวนหนึ่งแล้ว

สำหรับแบบอนุรักษ์หอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นผลการดำเนินงานของเหล่าอาสาสมัครนั้น ทางกรรมาธิการได้นำเสนอขออนุมัติต่อกรมศิลปากรด้วยเหตุที่เป็นการดำเนินการกับอาคารที่เป็นโบราณสถานเรียบร้อยแล้ว เป็นขั้นตอนที่มีการพิจารณาโดยคณะกรรมการวิชาการเพื่อการบูรณะโบราณสถาน ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากสายวิชาชีพต่างๆ ทั้งสถาปนิก ภูมิสถาปนิก วิศวกร นักโบราณคดี ช่างศิลปกรรม อาจารย์จากมหาวิทยาลัย และตัวแทนจากภาคประชาชน ทั้งนี้กรมศิลปากรได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณามายังสมาคมแล้วตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2552

มีเนื้อความอนุญาตให้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ดำเนินการบูรณะหอพระไตรปิฎกวัดเทพธิดารามวรวิหาร ตามแบบที่นำเสนอมาได้ ซึ่งจะเป็นการซ่อมแซมให้อาคารกลับคืนสู่รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีแบบดั้งเดิม โดยรื้อถอนส่วนต่อเติมหรือที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในยุคหลังออกไป และมีการแก้ไข เสริมความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง สำหรับงานศิลปกรรมการตกแต่งต่างๆ เช่น ลายรดน้ำที่บานประตู หน้าต่าง การปิดทองประดับกระจกที่หน้าบัน และลวดลายปูนปั้นทั้งหมด จะรักษาเนื้อวัสดุและฝีมือช่างของเดิมไว้ให้มากที่สุด โดยในส่วนนี้ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม สำนักโบราณคดี มาเป็นผู้กำกับดูแล ทั้งนี้ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ส่งรายละเอียดของแบบมาให้กรมศิลปากรพิจารณาอีกครั้งด้วย แบบในส่วนนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งเราหวังว่าจะได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลังจากงานบูรณะ

พร้อมๆกันกับการรอคอยที่จะได้เริ่มลงมือบูรณะอย่างเป็นรูปธรรมที่อาสาสมัครจะได้กลับมาลงพื้นที่อีกครั้งในเร็ววันนี้ ในการจัดเก็บข้อมูลทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน คณะทำงานของโครงการอีกส่วนหนึ่งจะได้รวบรวมข้อมูลศึกษารูปแบบและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหอไตรและสถาปัตยกรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการเติมเต็มข้อมูลทางวิชาการด้านสถาปัตยกรรมในโครงการให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งคงจะได้มีการเสวนาวิชาการและกิจกรรมนำชมการดำเนินการบูรณะที่วัดเทพธิดารามอีกดังเช่นที่เราได้จัดขึ้นในช่วงของการสำรวจทำแบบเมื่อปีก่อน ซึ่งจะได้แจ้งให้สมาชิกได้ทราบอีกครั้ง

และขอย้ำว่าเรายังไม่ได้ปิดรับทั้งอาสาสมัครและเงินทำบุญที่จะมาร่วมสมทบในการอนุรักษ์สถาปัตกรรมไทยประเพณีในครั้งนี้ หากสมาชิกท่านใดต้องการมีส่วนร่วมนอกจากจะสมัครมาร่วมงานกันก็ยังคงโอนเงินสนับสนุนเข้ามาได้ ที่บัญชี “วัดเทพธิดารามวรวิหาร (บูรณะหอพระไตรปิฎกคณะ5)” บัญชีเลขที่ 037-2-37600-7 ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนมหาไชย และหากต้องการอนุโมทนาบัตรเพื่อลดหย่อยภาษี (ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป) โปรดติดต่อคุณวราภรณ์ ฝ่ายเลขานุการโครงการ โทร. 0 2628 8288 email : asatemple@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

ทำบุญ ไหว้พระ ที่วัดเทพธิดาราม

สืบเนื่องจากการที่ผมเองได้รับมอบหมายจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นตัวแทนในการจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในนามของกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี จึงได้เกิดเป็นโครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎกวัดเทพธิดารามวรวิหารขึ้นโดยมีผมเองทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

ขั้นตอนแรกเป็นการเชิญชวนให้สมาชิกของสมาคมฯ (ได้แก่ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางด้านสถาปัตยกรรม) มาเป็นอาสาสมัคร ในการสำรวจ ทำแบบ บูรณะโบราณสถานแห่งนี้ นอกจากจะเป็นการสละแรงงานและเวลาเพื่อการกุศลแล้ว ก็จะได้มาเรียนรู้การทำงานด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ให้เข้าใจว่านี่ก็คือภาระกิจหนึ่งของสถาปนิกเช่นเดียวกัน การอนุรักษ์ที่ดีต้องการการออกแบบเขียนแบบที่ดีด้วยไม่ต่างจากการออกแบบอาคารใหม่ และเรายังต้องเรียนรู้การทำงานกับคนอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ หรือนักโบราณคดี แสดงให้เห็นว่างานอนุรักษ์นั้นเป็นเรื่องของสหวิชาการที่ต้องมาทำงานร่วมกัน

ตอนนี้การเก็บข้อมูลทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเพื่อจัดทำแบบบูรณะโดยอาสาสมัครของเราก็ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว รวมทั้งการนำเสนอแบบบูรณะเพื่อขออนุญาตดำเนินการจากกรมศิลปากร เนื่องจากเป็นโบราณสถานของชาติ และการเก็บข้อมูลในวิชาชีพอื่นๆก็ได้ดำเนินการไปแล้วเช่นเดียวกัน ขั้นตอนต่อไปก็คือการนำเสนอผลงานการสำรวจทำแบบบูรณะ และประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนให้สาธารณชนจากทุกวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้ด้วยการทำบุญ บริจาคเงินเข้ามาสมทบในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ร่วมอนุรักษ์และสืบสานงานสถาปัตยกรรมไทย

ในโอกาสนี้เลยขออาราธนาพระพุทธเทววิลาส หรือ หลวงพ่อขาว พระประธานในพระอุโบสถวัดเทพธิดาราม พร้อมด้วยคำบูชาตามเอกสารของทางวัดมาฝากเพื่อเป็นสิริมงคล

สำหรับผู้ที่สนใจและมีจิตศรัทธาสามารถติดตามชมผลงานของพวกเราได้ในงานสถาปนิก 52 อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน ถึง 3 พฤษภาคม ในนิทรรศการ "อาษา อาสา สถาปัตยกรรมไทย" ที่โถงทางเข้าหน้างาน ที่เรายังจะได้จำลองแบบหอไตรมาให้ชมพร้อมด้วยบรรยากาศของงานบุญแบบไทยๆ ต้นผ้าป่าอาษาสามัคคี (อาษา ASA คือคำย่อของสมาคมสถาปนิกสยามฯ) โดยงานในปีนี้ใช้ชื่อว่า revision ตั้งทิศ ปรับทัศน์ การที่เราได้มีโครงการอนุรักษ์และสืบสานสถาปัตยกรรมไทยร่วมกันอย่างนี้ ก็อาจเรียกได้ว่าป็นการปรับทัศน์ของสังคมเหมือนกัน ให้เห็นว่า "การอนุรักษ์และสืบสานสถาปัตยกรรมไทยคือหน้าที่ของสถาปนิกไทย" หลังจากที่เรามัวแต่หลงเพลินตามกระแสโลกาภิวัฒน์กันมาโดยตลอดแต่ถ้าใจร้อนอยากรีบทำบุญโดยยังไม่ต้องชมนิทรรศการ ก็สามารถโอนเงินมาที่บัญชี "วัดเทพธิดารามวรวิหาร(บูรณะหอพระไตรปิฎกคณะ5)" เลขบัญชี 037-2-37600-7 ธ.กสิกรไทย สาขาถนนมหาไชย ท่านที่ต้องการใบอนุโมทนาบัตร โปรดติดต่อ 02-628-8288
หลังจากที่ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับโครงการนี้ในคอลัมน์ "ทัศนาสถาปัตย์" หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ก็ได้มีผู้ใจบุญที่มีจิตศรัทธาโอนเงินเข้ามากันมาก ขณะนี้ก็ได้หลายหมื่นแล้ว เลยขอถือโอกาสนี้แสดงมุทิตาจิต อนุโมทนาที่เราได้มีโอกาสได้ทำบุญร่วมกันในครั้งนี้ด้วย และหวังว่าเงินหลักล้านตามที่จำเป็นจะต้องใช้ในการบูรณะหอพระไตรปิฎก คงจะเห็นกันในงานสถาปนิก 52 นี้

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กิจกรรมนำชมครั้งที่ ๑

เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยคณะกรรมาธิการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ได้จัดกิจกรรมนำชมการทำงานของโครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎกวัดเทพธิดารามวรวิหาร ครั้งที่ ๑ ขึ้น สืบเนื่องมาจากนโยบายของสมาคมในอันที่จะร่วมสร้างสรรค์สังคมด้วยการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมไทย มรดกวัฒนธรรมของชาติ โดยมีเป้าหมายที่อาคารทางศาสนาที่มีคุณค่าทางจิตใจด้วย จึงได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎกวัดเทพธิดารามวรวิหารขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะเปิดโอกาสให้สถาปนิกได้มีส่วนร่วมในการบำเพ็ญประโยชน์ในครั้งนี้ ได้เรียนรู้วิธีการในการทำแบบอนุรักษ์ จากการลงมือปฏิบัติจริง และเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

นับตั้งแต่วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ อาสาสมัครและคณะทำงานของโครงการได้มาทำงานภาคสนามกันที่วัดทุกวันเสาร์และอาทิตย์ กิจกรรมในวันนี้จึงได้จัดขึ้นเพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ และสาธารณชนโดยทั่วไป ได้มีโอกาสได้มาเยี่ยมชม รับทราบความคืบหน้าของโครงการ พร้อมๆกับการชมความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่วัดเทพธิดารามวรวิหาร และวัดราชนัดดารามวรวิหารซึ่งอยู่ติดกัน ผ่านการบรรยายจากความรู้และประสบการณ์ของที่ปรึกษาโครงการ ได้แก่ นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรม อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และรศ.ดร.ประสงค์ เอี่ยมอนันต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและผังเมือง ผู้เคยอาศัยอยู่ที่วัดนี้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่คณะสถาปัตย์

กิจกรรมนำชมได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ ๑๓.๐๐น. ณ บริเวณ ศาลาด้านข้างพระอุโบสถ มีผู้มาลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น ๘๑ คน คุณวสุ โปษยะนันทน์ ประธานกรรมาธิการอนุรักษ์ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ในฐานะหัวหน้าโครงการได้เล่าถึงความเป็นมาของโครงการ และกล่าวแนะนำที่ปรึกษา คณะทำงาน และอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ แล้วเชิญให้เข้าไปสักการะ พระพุทธเทววิลาส พระประธานในพระอุโบสถ ก่อนฟังการบรรยายของที่ปรึกษาโครงการทั้ง ๒ ท่าน ได้รับความรู้ต่างๆ ทั้งในเรื่องของประวัติความเป็นมา การก่อสร้าง และลักษณะทางสถาปัตยกรรม ซึ่งถือเป็นพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ตลอดจนเรื่องราวของการอนุรักษ์และการสืบสานรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย ทั้งของวัดเทพธิดาราม และวัดราชนัดดาราม รวมทั้งเรื่องการรื้อโรงภาพยนตร์เฉลิมไทย เพื่อเปิดมุมมองให้กับโลหะปราสาท นำมาสู่การปรับปรุงบริเวณเป็นลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์และพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๓ ในปัจจุบัน ทั้งนี้คุณทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยังได้กล่าวถึงนโยบายและเจตนารมย์ของสมาคม ในโครงการนี้อีกด้วย

จากนั้นเป็นการนำชมภายในวัดเทพธิดาราม โดยมี ผศ. พงศกร ยิ้มสวัสดิ์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร เล่าถึงความสำคัญและการสื่อความหมายในงานสถาปัตยกรรม จากนั้นไปชมการทำงานของอาสาสมัครที่อาคารหอไตร พร้อมๆกับการที่ได้เห็นความเสื่อมสภาพของอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ มีการพูดคุยซักถาม อาสาสมัครถึงรูปแบบวิธีการสำรวจ ทำแบบเก็บข้อมูล ตลอดจนแนวทางที่จะใช้ในการอนุรักษ์กับหอไตรนี้ ปิดท้ายในส่วนของวัดเทพธิดารามด้วยการเข้าชมกุฏิสุนทรภู่ อาคารรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นที่ปัจจุบันได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์

ในช่วงท้ายของกิจกรรมเป็นการนำชมวัดราชนัดดาราม เริ่มต้นที่การสักการะพระประธานในพระอุโบสถ ฟังการบรรยายเกี่ยวกับภาพจิตรกรรม และโครงการอนุรักษ์ต่างๆที่กำลังดำเนินการอยู่ และออกไปที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ชมการออกแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ พลับพลาที่ประทับต้อนรับราชอาคันตุกะและมุมมองอันงดงามของโลหะปราสาท เป็นการสรุปภาพแห่งความประทับใจในคุณค่าของสถาปัตยกรรมไทยที่ขอเชิญชวนให้ทุกคนมาช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบต่อไป และให้คอยชมผลงานการเก็บข้อมูลและการทำแบบอนุรักษ์ที่สมบูรณ์ได้ในงานสถาปนิก ๕๒

(ทั้งนี้สามารถมีส่วนร่วมสมทบทุนในการบูรณะหอพระไตรปิฎก วัดเทพธิดารามวรวิหารได้โดยติดต่อได้ที่เลขานุการโครงการ คุณวราภรณ์ ๐๒-๖๒๘๘๒๘๘)

โครงการหอไตรวัดเทพธิดารามได้เริ่มขึ้นแล้ว(๑๔ ธค.๕๑)


ขณะนี้โครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎกวัดเทพธิดารามวรวิหาร โดยกรรมาธิการอนุรักษ์ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลังจากที่คุณทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯได้เข้าพบท่านเจ้าอาวาสเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ ๑๓ และ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๑ และจะได้มีการทำงานภาคสนามที่วัด ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ น. จนถึง ๑๕.๐๐ น.ไปจนถึงตลอดเดือนมกราคม ๒๕๕๒ โดยในวันที่ ๑๓ ธันวาคม คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยกรรมาธิการอนุรักษ์ของสมาคมฯ หลายท่านได้นัดพบอาสาสมัครเป็นครั้งแรก มีการแนะนำตัว ชี้แจงที่มาของโครงการ และวางแผนการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งได้เริ่มลงมือปฏิบัติการสำรวจ ทำแบบสภาพปัจจุบันของอาคารหอไตรเลยทันที

ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม เป็นพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ คุณวสุ โปษยะนันทน์ ประธานกรรมาธิการอนุรักษ์ด้านไทยประเพณี ได้รับมอบหมายจากนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ให้ทำหน้าที่เป็นผู้เริ่มทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด โดยมีหลวงพ่อศิลาขาวเป็นพระประธาน ณ พระอุโบสถ มีการกล่าวรายงานเจตนารมย์ของนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในอันที่จะให้สมาคมได้แสดงบทบาทเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ด้วย สำหรับท่านที่ไม่ได้มาร่วมเป็นอาสาสมัครก็ยังมีโอกาสที่จะได้ทำบุญร่วมกันในลำดับต่อไป เสร็จพิธีด้วยการรับโอวาทและน้ำพระพุทธมนต์ จากพระเทพวิสุทธิเมธี ท่านเจ้าอาวาส ซึ่งท่านอำนวยพรให้โครงการสำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอให้ทำงานด้วยความตั้งใจถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้น รศ.ดร. ประสงค์ เอี่ยมอนันต์ ที่ปรึกษาท่านหนึ่งของโครงการได้ให้คำแนะนำ ข้อคิดในการทำงาน ก่อนที่จะได้ปฏิบัติงานกันต่อในบริเวณหอไตรและกุฏิคณะ ๕ งานนี้ยังมีคุณวรชัย ตันติศิริวัฒน์ อุปนายกมาร่วมพิธีการด้วย

นอกจากงานรังวัดเก็บข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของอาคารหอไตร ในลำดับต่อไปจะได้บันทึกข้อมูลลักษณะการเสื่อมสภาพของอาคาร เก็บข้อมูลลอกลายส่วนประดับ สำรวจข้อมูลทางด้านภูมิสถาปัตยกรรมและบริเวณของกุฏิคณะ ๕ ทั้งหมด เก็บข้อมูลตรวจสอบคุณสมบัติของวัสดุและปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการเสื่อมสภาพของอาคาร งานโบราณคดีและงานวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ด้วยความตั้งใจที่จะได้ทำการบันทึกขั้นตอนของการดำเนินการตามหลักวิชาการของการอนุรักษ์อย่างสมบูรณ์ที่สุด

สมาชิกที่สนใจยังสามารถสมัครเข้ามาร่วมโครงการในฐานะอาสาสมัครได้ หรือมาเยี่ยมชม ให้กำลังใจและชมความงามของสถาปัตยกรรมไทย พระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ ๓ที่วัดเทพธิดารามวรวิหารได้ โดยสอบถามรายละเอียดได้ทาง อีเมล์ asatemple@gmail.com หรือ ติดต่อคุณวราภรณ์ โทร ๐๒-๖๒๘๘๒๘๘

จาก จดหมายเหตุอาษา ๑๑:๑๒-๒๕๕๑

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วัดเทพธิดารามวรวิหาร : ประวัติและสิ่งก่อสร้าง

วัดเทพธิดาราม เดิมชื่อวัดพระยาไกรสวนหลวง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ประมาณ ๒๕ ไร่

ประวัติความเป็นมา

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาใน พ.ศ. ๒๓๗๙ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิลาส พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ (กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ) การก่อสร้างพระอารามนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างในตำบลสวนหลวงพระยาไกร สร้างสำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๒ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินผูกพัทธสีมาด้วยพระองค์เอง พระราชทานนามว่า “วัดเทพธิดาราม”
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธ์ ทรงดำรงตำแหน่งมรรคนายก พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ดูแลบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาคร่อมกำแพงระหว่างพระอุโบสถและพระวิหาร ๒ หลัง เจดีย์รายรอบพระวิหาร ศาลารายพระวิหารในกำแพง ตุ๊กตาหิน วิหารน้อย หอไตร และใน พ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงบูรณะพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากจังหวัดพิษณุโลก นำขึ้นประดิษฐานในซุ้มพระปรางค์ทั้ง ๔ องค์
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้บูรณะสถานที่จงกรม ศาลาคร่อมกำแพงหลังพระอุโบสถ ๒ หลัง สระน้ำ พื้นกุฏิคณะกลาง ปูหินอ่อนพื้นและตกแต่งเครื่องประดับภายในพระอุโบสถรวมทั้งซ่อมแซมเครื่องใช้ภายในพระอุโบสถ บูรณะประตูกำแพงและกำแพงหน้าวัด ฐานรองม้าหมู่และตู้พระไตรปิฎก
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างถนนปูกระเบื้องซิเมนต์หลังโรงเรียนธรรมวินัย บูรณะกุฏิ หอฉัน และซุ้มประตู
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้บูรณะซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุดทั่วไปเล็ก ๆ น้อย ๆ
รัชกาลปัจจุบันได้บูรณะศาลาการเปรียญ สร้างถนน สร้างศาลาทรงไทยด้านหลังวัด ๒ หลัง บูรณะซ่อมแซมกุฏิเสนาสนะและส่วนที่ชำรุดอื่น ๆ โดยทั่วพระอาราม กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒

สิ่งสำคัญภายในวัด

พื้นที่ภายในพระอารามแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ เขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส ในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยอาคารสำคัญ ๓ หลัง ประกอบด้วย พระอุโบสถ พระวิหาร และศาลาการเปรียญ
พระอุโบสถ ตั้งอยู่กึ่งกลางเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน กว้าง ๑๓.๒๐ เมตร ยาว ๒๗.๒๐ เมตร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้อัญเชิญพระประธานนามสามัญว่า “หลวงพ่อขาว” จากพระบรมมหาราชวัง มาประดิษฐานอยู่เหนือเวชยันต์บุษบก โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้พระราชทานนามว่า “พระพุทธเทววิลาส” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ ผนังภายในเขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ตามแบบศิลปสมัยรัชกาลที่ ๓ หลังคาพระอุโบสถเป็นแบบไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประดับด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบจีน บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ บริเวณลานรอบพระอุโบสถมีซุ้มเสมาตั้งอยู่ในทิศทั้ง ๘ ถัดไปเป็นแนวกำแพงล้อมรอบที่มีพระปรางค์ประจำอยู่ทั้ง ๔ มุม พระปรางค์ทั้ง ๔ นี้ แต่ละองค์ตั้งอยู่บนลานทักษิณสูง ที่ฐานพระปรางค์แต่ละองค์มีรูปท้าวจตุโลกบาล คือ ท้าวธตรฐวิรุฬหก วิรูปักข์ และกุเวร ประจำรักษาในทิศทั้ง ๔ และที่กึ่งกลางแนวกำแพงทั้ง ๔ ด้าน เป็นช่องประะตูที่มีม้านั่งปูนตั้งขนาบอยู่ทุกด้าน
พระวิหาร มีลักษณะเช่นเดียวกับพระอุโบสถ กว้าง ๑๓.๒๐ เมตร ยาว ๒๒.๒๐ เมตร สิ่งสำคัญภายในพระวิหารนอกจากพระประธาน ยังมีรูปหมู่อริยสาวิกา (ภิกษุณี) ซึ่งได้รับเอตทัคคะในฝ่ายภิกษุณีบริษัท หล่อด้วยดีบุก ประดิษฐานอยู่ด้วย ๕๒ องค์ ภายนอกพระวิหารมีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมตั้งเป็นเจดีย์รายอยู่โดยรอบจำนวน ๑๔ องค์
ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนลักษณะใกล้เคียงกันกับพระอุโบสถและพระวิหาร แต่ไม่มีการทำระเบียงรอบ กว้าง ๑๔.๗๕ เมตร ยาว ๒๒.๖๐ เมตร
ศาลาราย มีทั้งหมด ๑๐ หลัง คือสร้างคร่อมรอบกำแพงพระอุโบสถ ๘ หลัง ใช้ได้ทั้งด้านนอกและด้านใน เรียกได้ว่าเป็นศาลา ๒ หน้า ศาลารายอีก ๒ หลังอยู่บริเวณด้านหน้าพระวิหาร ศาลาทั้งหมดนี้ใช้เป็นที่พักอาศัยบำเพ็ญกุศล และเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรในปัจจุบัน
พระวิหารน้อย ๒ หลัง อยู่ภายในกำแพงพระวิหารทางทิศใต้
บริเวณสังฆาวาส เป็นที่ตั้งกุฏิเสนาสนะของพระสงฆ์ กุฏิในพระอารามนี้แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ สำหรับฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระกุฏิสำหรับพระสงฆ์ผ่ายวิปัสสนาธุระอยู่ท้ายวัด มี ๑๖ หลัง
หอไตร มี ๒ หลัง ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส ติดกับบริเวณหมู่กุฏิ คณะ ๘ จำนวน ๑ หลัง และคณะ ๕ อีก ๑หลัง ทั้ง ๒ หลังมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีที่มีลักษณะการตกแต่งอิทธิพลจีนตามแบบพระราชนิยม ลักษณะอาคารเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ใต้ถุนสูง หลังคามีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันปิดทองประดับกระจกสี เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก หนังสือพระธรรม คัมภีร์ต่าง ๆ ปัจจุบันหอพระไตรปิฎกที่คณะ ๘ ได้รับการบูรณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่อีกหลังทางคณะ ๕ ยังคงอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก แต่ก็กล่าวได้ว่ายังเหลือหลักฐานของความเป็นของแท้ของสถาปัตยกรรม ลักษณะโครงสร้าง และการตกแต่งฝีมือช่างดั้งเดิมอยู่
หอสวดมนต์ มี ๒ หลัง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือและใต้ เป็นสถานที่สวดมนต์ทำวัตรเข้าเย็น และท่องจำพระสูตร พระปริตร ปัจจุบันทางวัดใช้หอหลังทิศเหนือเป็นห้องสมุดของวัด
ศาลายกพื้น อยู่ทางทิศเหนือของวัด ปัจจุบันใช้เป็นที่ศึกษาพระธรรมวินัยชั่วคราว (โรงเรียนพลอยวิจิตร)
ภายในพระอารามมีสิ่งประดับได้แก่ ตุ๊กตาศิลาสลักของจีนมีทั้งที่เป็นรูปสัตว์และคน ตั้งอยู่ในบริเวณรอบพระอุโบสถ ตุ๊กตารูปคนมีลักษณะที่น่าสนใจ คือ บางตัวมีลักษณะท่าทางและการแต่งกายแบบจีน บางตัวแต่งกายแบบไทย ปัจจุบันตุ๊กตาเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ชำรุด บางส่วนได้ถูกขโมยไป ส่วนตุ๊กตารูปสัตว์นั้น ได้แก่ สิงโตจีน ตั้งอยู่ที่หน้าพระอุโบสถ พระวิหาร และศาลาการเปรียญแห่งละ ๑ คู่
นอกจากนี้ วัดเทพธิดารามยังมีความสัมพันธ์กับจินตกวีเอกของกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านผู้นี้คือ พระศรีสุนทรโวหาร (ภู่) หรือรู้จักกันในนามว่า “สุนทรภู่” ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้อุปสมบทและจำพรรษาที่พระอารามนี้ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๒-๒๓๘๕ ซึ่งได้รับพระอุปถัมภ์จากพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพตลอดมา สุนทรภู่ได้สร้างงานประพันธ์ไว้เป็นจำนวนมาก ในบรรดางานเหล่านี้ เรื่องที่เกี่ยวกับวัดเทพธิดารามมากที่สุดคือ “รำพันพิลาป” ท่านได้พรรณนาไห้เห็นลักษณะปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุและความงามของพระอารามในสมัยนั้นอย่างละเอียด รวมทั้งได้กล่าวถึง หอพระไตรปิฎก ไว้ด้วย โดยที่ทางวัดได้อนุรักษ์กุฏิหลังนี้ไว้อย่างดี พร้อมด้วยการจัดแสดงสื่อความหมายถึงความเป็นอาคารประวัติศาสตร์ เปิดให้ชมสถานที่ที่ท่านเคยพำนักและนำชมถาวรวัตถุในวัดตามที่ปรากฏในเรื่องรำพันพิลาปของท่าน ทำให้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยามฯ มาแล้ว

จาก ข้อมูลสำหรับโครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎก โดยกรรมธิการอนุรักษ์ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551

โครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎก วัดเทพธิดารามวรวิหาร

โครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎก วัดเทพธิดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
ผู้จัดทำโครงการ
คณะกรรมาธิการอนุรักษ์ ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๑ –๒๕๕๓ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

ที่มาของโครงการ
๑. เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์วิชาชีพสถาปนิก รวมทั้งบทบาทและความสำคัญของสถาปนิกที่มีต่อสังคมให้เป็นที่เข้าใจต่อบุคคลทั่วไปมากยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการอนุรักษ์ ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ซึ่งแต่งตั้งโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้จัดทำโครงการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไทยประเพณีขึ้น เพื่อให้เห็นผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
๒. สภาพปัจจุบันของหอพระไตรปิฎก บริเวณกุฏิคณะ ๕ วัดเทพธิดารามวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก และทางวัดไม่มีงบประมาณในบูรณะ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการอนุรักษ์อาคารดังกล่าว ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าในระดับชาติไว้โดยเร็ว
๓. หอพระไตรปิฎกเป็นอาคารที่สถาปัตยกรรมไทยแท้ดั้งเดิม สร้างขึ้นโดยใช้วิชาช่างครบถ้วนทุกแขนง จึงเป็นที่มาในการเลือกอนุรักษ์อาคารหลังนี้ ซึ่งจะได้รับประโยชน์ในเชิงวิชาการด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรมและวิทยาศาสตร์

วัตถุประสงค์ของโครงการ
๑. เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจเรื่องบทบาทหน้าที่ของสถาปนิกที่มีต่อสังคมแก่สมาชิกสมาคมและบุคคลทั่วไป
๒. เพื่อให้สมาคมได้มีบทบาทในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไทยที่มีคุณค่าระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสให้สมาชิกสมาคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าของชาติ
๓. เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมไทย การอนุรักษ์สถาปัตยกรรม และคุณค่าของโบราณสถานให้แก่สมาชิกสมาคมและบุคคลทั่วไป
๔. เพื่อให้โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยคำนึงถึงการออกแบบที่ดีและคุณค่าของความเป็นโบราณสถานควบคู่กันไป

ขอบเขตการดำเนินโครงการ
แบ่งขอบเขตการดำเนินโครงการได้เป็น ๔ ส่วนหลัก ดังนี้
๑. งานสำรวจผังบริเวณทั้งบริเวณวัด
ทำการสำรวจผังบริเวณทั้งภายในเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส โดยวัดค่าระดับพื้นอาคารทุกหลัง และระดับพื้นลาน, ทางเดินและถนนภายในบริเวณวัด รวมทั้งทำการวัดตำแหน่งเสาไฟฟ้า และตำแหน่งต้นไม้เดิมที่มีอยู่ในพื้นที่
๒. งานสำรวจรังวัดและเขียนแบบอาคารหมู่กุฏิสงฆ์ คณะ ๕
ทำการรังวัดสภาพปัจจุบัน เก็บข้อมูลการสำรวจระดับพื้นและเส้นรอบรูปอาคารทุกหลัง, ค่าระดับพื้นลานและทางเดิน, ค่าระดับรางน้ำในพื้นที่, ตำแหน่งบ่อพักและบ่อน้ำ, และระบบระบายน้ำทั้งหมดในพื้นที่อาคารบริเวณหมู่กุฏิสงฆ์ คณะ ๕ ทุกหลังรวมทั้งหอพระไตรปิฎกอย่างละเอียด เขียนแบบสภาพปัจจุบันของอาคารทุกหลัง เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนการออกแบบบูรณะต่อไป
๓. งานออกแบบบูรณะและควบคุมการบูรณะหอพระไตรปิฎก
ทำการออกแบบและบูรณะอาคารหอพระไตรปิฎกและบริเวณโดยรอบอาคาร ทั้งส่วนที่อยู่ภายในกุฏิสงฆ์ คณะ ๕ และด้านถนนภายในของวัด เพื่อให้อาคารกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ตามแบบดั้งเดิม
๔. งานออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์
ทำการออกแบบปรับปรุงลาน ,ทางเดินและพื้นทีใช้สอยอื่นๆ ภายในบริเวณหมู่กุฏิสงฆ์ คณะ ๕ ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและช่วยส่งเสริมคุณค่าของโบราณสถาน
๕. งานประชาสัมพันธ์
ให้สมาชิกและบุคคลทั่วไปรับรู้และเข้าใจโครงการและการทำงานของสมาคมสถาปนิกสยามฯที่เกิดขึ้น โดยผ่านสื่อและกิจกรรมต่างๆ

การดำเนินงานโครงการ
แบ่งการดำเนินงานโครงการได้เป็น ๕ ขั้นตอนหลัก ดังนี้
๑. งานสำรวจผังบริเวณทั้งบริเวณวัด
ทำการสำรวจทางกายภาพของกลุ่มอาคารในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส และสำรวจงานระบบภายในวัด เพื่อเป็น
ข้อมูลสำหรับทำแบบสภาพปัจจุบัน (ก่อนการบูรณะ) ซึ่งจะจัดทำโดยการจ้างช่างสำรวจและช่างเขียนแบบ
๒. งานรังวัดและเขียนแบบอาคารหมู่กุฏิสงฆ์ คณะ ๕
ทำการสำรวจรังวัดอาคารภายในหมู่กุฏิสงฆ์ คณะ ๕ ทุกหลังรวมทั้งหอพระไตรปิฎก โดยอาสาสมัครที่เป็นสมาชิกของสมาคมสถาปนิกสยามฯ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกสมาคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ
๓. งานออกแบบและบูรณะหอพระไตรปิฎก
๓.๑ ดำเนินงานด้านโบราณคดีเพื่อการอนุรักษ์ภายในพื้นที่โดยรอบอาคารหอพระไตรปิฎก ได้แก่ การขุดตรวจหาข้อมูลเพิ่มเติมของโบราณสถาน จัดทำโดยการดำเนินการจัดจ้างนักโบราณคดี
๓.๒ งานทำแบบบูรณะหอพระไตรปิฎก จัดทำโดยการดำเนินการจัดจ้างช่างเขียนแบบและประมาณการ เพื่อนำไปกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์และประมาณราคา โดยคณะกรรมาธิการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมด้านไทยประเพณี
๓.๓ ทำการวิเคราะห์ศึกษาเปรียบเทียบและจัดทำแบบวิเคราะห์ อ้างอิงจากข้อมูลทางวิชาการที่ได้ศึกษาเบื้องต้น แบบสำรวจรังวัดและแบบสภาพปัจจุบันของอาคารและพื้นที่โดยรอบ โดยอาสาสมัครที่เป็นสมาชิกของสมาคมสถาปนิกสยามฯ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกสมาคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ พร้อมทั้งดำเนินการจัดจ้างช่างเขียนแบบและทำงานนำเสนอ (presentation)
๓.๔ ดำเนินการหาผู้รับจ้างงานบูรณะ ให้เป็นไปตามระเบียบการจัดจ้างของสมาคมสถาปนิกสยามฯ
๓.๕ ดำเนินการบูรณะและการควบคุมงาน จัดทำโดยการจัดจ้างหรือขอความร่วมมือบริษัทที่ปรึกษา ในการควบคุมงาน โดยคณะกรรมาธิการอนุรักษ์ ด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี เป็นกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกับตัวแทนของสมาคมสถาปนิกสยามฯ และวัดเทพธิดารามวรวิหาร โดยจะทำการกำหนดงบประมาณการบูรณะและควบคุมงานภายหลัง เมื่อมีการจัดทำแบบบูรณะและประมาณการเรียบร้อยแล้ว โดยทั้งนี้มีการดำเนินการขออนุญาตดำเนินการต่อกรมศิลปากร โดยจัดเตรียมแบบและเอกสารสำหรับนำเสนอกรรมการวิชาการเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน ก่อนการดำเนินการบูรณะ
๓.๖ ทำ As-Built Drawing เพื่อใช้เป็นหลักฐานของโครงการอนุรักษ์ จัดทำโดยสมาชิกของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯได้มีส่วนร่วมในโครงการ พร้อมด้วยการจัดจ้างช่างเขียนแบบ
๔. งานออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์
ทำการศึกษาข้อมูล สำรวจสภาพปัจจุบันของสภาพโดยรอบของวัดและบริเวณหมู่กุฏิสงฆ์คณะ ๕ จัดทำแบบวิเคราะห์สภาพภูมิทัศน์ดั้งเดิม และจัดทำแบบปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบหอพระไตรปิฎก พร้อมด้วยข้อเสนอแนะในการปรับปรุงภูมิทัศน์ของทั้งวัดเพื่อส่งเสริมคุณค่าของโบราณสถาน
๕. งานประชาสัมพันธ์โครงการ
๕.๑ นำเสนอผลงานดำเนินการในงานสถาปนิก ปี ๒๕๕๒ เพื่อประชาสัมพันธ์การทำงานของสมาคมสถาปนิกสยามฯ และเพื่อระดมทุนในดำเนินการอนุรักษ์
๕.๒ ประชาสัมพันธ์ผลงานการดำเนินโครงการผ่านสื่อต่างๆ
๕.๓ จัดกิจกรรมนำชมการทำงานภาคสนามของโครงการ แก่สมาชิกสมาคมสถาปนิกสยามฯ และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับมรดกสถาปัตยกรรมและการอนุรักษ์ โดยแบ่งเป็น ๒ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ จัดกิจกรรมนำชมงานสำรวจทางสถาปัตยกรรม วิศวกรรม โบราณคดีและวิทยาศาสตร์ เพื่อทำแบบสภาพปัจจุบัน ณ หอพระไตรปิฎก วัดเทพธิดาราม
ครั้งที่ ๒ จัดกิจกรรมนำชมระหว่างงานบูรณะ หอพระไตรปิฎก วัดเทพธิดาราม

แผนการดำเนินงาน
ระยะเวลาการดำเนินโครงการเริ่มต้นตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ และสิ้นสุดใน เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓
เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น ๒๒ เดือน แบ่งการทำงานเป็น ๒ ช่วงหลัก ดังนี้
ช่วงที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ – เมษายน ๒๕๕๒
ดำเนินการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการอนุรักษ์ ดำเนินงานสำรวจรังวัด นำไปจัดทำแบบสภาพปัจจุบัน งานโบราณคดีเพื่อการอนุรักษ์ การขุดตรวจ งานวิเคราะห์ศึกษาเปรียบเทียบ จัดทำแบบวิเคราะห์ จัดทำแบบบูรณะหอพระไตรปิฎกและพื้นที่โดยรอบ พร้อมทั้งดำเนินงานประชาสัมพันธ์โครงการ โดยการจัดกิจกรรมนำชมการทำงานภาคสนามในส่วนการสำรวจและเก็บข้อมูลเบื้องต้นก่อนการบูรณะ ขออนุมัติกรมศิลปากรดำเนินการบูรณะโบราณสถาน และนำเสนอผลงานการทำงานในงานสถาปนิก ๕๒ พร้อมด้วยกิจกรรมระดมทุนเพื่อนำมาใช้ในการบูรณะ
ช่วงที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒ – เมษายน ๒๕๕๓
ดำเนินงานประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อการระดมทุนสำหรับงานบูรณะ จัดหาผู้รับจ้างงานบูรณะ ควบคุมงานบูรณะให้เป็นไปตามรูปแบบรายการ จัดทำแบบขยาย จัดกิจกรรมนำชมกิจกรรมการบูรณะ จัดทำรายงานบันทึกขั้นตอนและเทคนิคการทำงานและแบบหลังการอนุรักษ์ และนำเสนอผลการทำงานของโครงการ ในงานสถาปนิก ๕๓

คณะที่ปรึกษาโครงการ
๑. ศาสตราจารย์กิตติคุณ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี
๒. นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น
๓. ศาสตราจารย์ประสงค์ เอี่ยมอนันต์
๔. รองศาสตราจารย์ สมคิด จิระทัศนกุล
๕. นายทวีจิตร จันทรสาขา

คณะทำงานโครงการ
๑. นายศิริชัย หวังเจริญตระกูล
๒. คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
๓. นายไพรัช เล้าประเสริฐ
๔. นายพรธรรม ธรรมวิมล
๕. นายวสุ โปษยะนันทน์
๖. นายจมร ปรปักษ์ประลัย
๗. นายวทัญญู เทพหัตถี
๘. นางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์
๙. นายสุรยุทธ์ วิริยะดำรงค์
๑๐. นางสาวหัทยา สิริพัฒนากุล
๑๑. นายภาณุวัตร เลือดไทย
๑๒. นายจาริต เดชะคุปต์
๑๓. นายพีระพัฒน์ สำราญ
๑๔. นายลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล
ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจในเรื่องการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมติดตามข่าวโครงการที่เป็นประโยชน์ของสมาคมสถาปนิกสยามฯโครงการนี้ต่อไป ได้ทางเว็บไซต์ของสมาคม http://www.asa.or.th/