วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554
ยูเนสโกและความช่วยเหลือในการบูรณะปราสาทพระวิหาร
๑. ลักษณะการก่อสร้างของปราสาทพระวิหาร มีการใช้หินทรายซึ่งมีความคงทนเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง และยังเป็นการสร้างอาคารบนพื้นหินของภูเขาที่มีความมั่นคง จึงทำให้มีปัญหาเรื่องการทรุดตัวของฐานรากเพียงบางส่วนเท่านั้น และแม้ว่าหินของอาคารจะตกหล่นพังทลายลงมา ก็ยังสามารถดำเนินการอนุรักษ์ให้กลับมาสมบูรณ์ตามสภาพดั้งเดิมได้ด้วยวิธีการที่เรียกว่า อนัสติโลซิส
๒. ตัวอย่างกรณีของปราสาทประธานของปราสาทพระวิหาร ที่ส่วนยอดหักพังลงมาทั้งหมด ในอนาคตก็สามารถกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมได้ด้วยการใช้วิธีอนัสติโลซิสนี้ ทั้งนี้ปราสาทประธานได้พังทลายลงมาเป็นเวลานานแล้ว
๓. การอนุรักษ์ด้วยวิธีอนัสติโลซิสนี้ มีกระบวนการในการดำเนินการที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการทำงานหลายปีสำหรับแต่ละอาคาร จะต้องใช้พื้นที่ที่อาจจะออกมานอกขอบเขตบริเวณที่เป็นมรดกโลก อันได้แก่พื้นที่พิพาท (แม้แต่การขนส่งเคลื่อนย้ายวัสดุและอุปกรณ์ในการทำงานก็ต้องผ่านทางพื้นที่พิพาททั้งสิ้น) การดำนินการดังกล่าวหากไม่ได้รับการเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก็จะเป็นประเด็นปัญหาขัดแย้งขึ้นแน่นอน และเนื่องจากการอนุรักษ์ด้วยวิธีอนัสติโลซิสนี้สามารถรอได้เมื่อมีความพร้อม ในระหว่างนี้จึงควรอนุรักษ์ด้วยวิธีในขั้นพื้นฐาน เช่น การค้ำยัน การป้องกันการเสื่อมสภาพเบื้องต้นไว้ก่อนเท่านั้น
๔. ความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เท่าที่เห็นจากภาพถ่ายเป็นเพียงรอยกระสุนบนเนื้อหิน ที่ไม่ได้รุนแรงขนาดทำให้โครงสร้างหลักของอาคารพังทลาย หรือเกิดผลกระทบกับเสถียรภาพของอาคาร ทั้งนี้การซ่อมแซมรอยกระสุนดังกล่าวไม่สามารถใช้วิธีอนัสติโลซิสได้ แต่ต้องใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย อย่างไรก็ตามในกรณีที่ไม่มีผลกระทบกับความมั่นคงแข็งแรงของโบราณสถานเราก็อาจตัดสินใจเก็บรักษาร่องรอยความเสียหายเหล่านี้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันสืบเนื่องมาจากการที่กำลังทหารของกัมพูชาเข้ามาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นที่กำบัง จึงเป็นผลให้เกิดความเสียหายที่เลี่ยงไม่ได้นี้
นอกจากความเห็นในประเด็นด้านเทคนิคการบูรณะของกรมศิลปากรนี้ ก็คงจะมีประเด็นเรื่องผู้ที่จะเข้ามาดำเนินการบูรณะว่าจะเป็นคณะทำงานจากประเทศใด มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการบูรณะโบราณสถานประเภทหินด้วยวิธีอนัสติโลซิสอย่างดีจริงหรือไม่ การดำเนินการบูรณะถือว่าขัดต่อข้อตกลงใน MoU 43 หรือไม่ (อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการที่เราต้องหยุดการบูรณะปราสาทตาเมือนธมด้วยเหตุนี้มาแล้ว) การยกเลิก MoU จะมีผลเช่นไรในกรณีนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการรักษาคุณค่าของมรดกโลกปราสาทพระวิหารอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องทางการเมือง
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552
จาก ICOMOS / อิโคโมสไทย สู่ สมาคมอิโคโมสไทย
22 มิถุนายน พ.ศ.2552 เป็นวันที่ สมาคมอิโคโมสไทย ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอย่างเป็นทางการ ในฐานะ “องค์กรอิสระเพื่อสาธารณประโยชน์ของโบราณสถานและมรดกวัฒนธรรมสอดคล้องตามแนวทางของอิโคโมส ในอันที่จะปกปักรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับโลก” ถือเป็นพัฒนาการอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของอิโคโมสไทย ที่จะนำไปสู่การทำงานในลักษณะเครือข่ายขององค์กรอิสระที่มีประสิทธิภาพ คล่องตัวยิ่งขึ้น พร้อมที่จะประกอบกิจกรรมทางวิชาการด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะมาทบทวนกันเล็กน้อยว่ากว่าจะมาถึงในวันนี้ อิโคโมสไทยมีความเป็นมาอย่างไรเริ่มต้นที่ ICOMOS
ICOMOS เป็นชื่อย่อมาจากคำว่า International Council on Monuments and Sites หรือที่เป็นชื่อในภาษาไทยว่า สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ คือ องค์กรวิชาชีพทางมรดกทางวัฒนธรรมในระดับสากล ที่มีเป้าหมายการทำงาน เพื่อการอนุรักษ์และปกป้องคุ้มครองโบราณสถานในลักษณะขององค์กรอิสระ NGO
อิโคโมสก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2508 ณ กรุงวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ สืบเนื่องมาจากการประกาศกฎบัตรเพื่อการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถาน “เวนิชชาเตอร์” เพื่อเผยแพร่หลักการและความรู้ด้านเทคนิคการอนุรักษ์ปัจจุบันสำนักงานของฝ่ายเลขานุการตั้งอยู่ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการของ UNESCO และคณะกรรมการมรดกโลก ในการประเมินคุณค่าและศักยภาพของโบราณสถานที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นมรดกโลกทุกแหล่ง ก่อนจะนำเสนอต่อ UNESCO เพื่อประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ยังมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญได้แก่
การให้การช่วยเหลือในการแก้ปัญหา หรือสนับสนุนโครงการในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ขององค์กรต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติ และระดับระหว่างประเทศ
ให้คำแนะนำ และเป็นผู้กำหนดข้อตกลงระดับระหว่างประเทศ กฎบัตร และแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อการปฏิบัติทางด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในแนวทางที่ดีที่สุด
เป็นเวทีในระดับระหว่างประเทศในการเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ผ่านทางเว็บไซท์ จดหมายข่าว วารสารทางวิชาการ และการจัดการประชุม สัมมนาต่าง ๆ
และเป็นเครือข่ายของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยการรวมกลุ่มของคณะกรรมการระดับชาติ (National Committee - NC) ของประเทศสมาชิกชาติต่าง ๆ มากกว่า 100 ประเทศ ที่จะได้มีการแลกเปลี่ยนแบ่งปันผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์ซึ่งกันและกันโดยตรง หรือจากการรวมกลุ่มเฉพาะทางในรูปของคณะกรรมการวิชาการระหว่างประเทศ (International Scientific Committee - ISC)
อิโคโมสไทยคือคณะกรรมการระดับชาติ
อิโคโมสไทย (ICOMOS Thailand) จึงได้แก่ตัวแทนของประเทศไทย ในฐานะคณะกรรมการระดับชาติ (National Committee) คณะกรรมการหนึ่งของ ICOMOS จากการที่กรมศิลปากรได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกประเภทสถาบันของอิโคโมสและจัดตั้งอิโคโมสไทยขึ้น เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2528 ตามมติคณะรัฐมนตรี มีนายชวน หลีกภัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น เป็นประธานท่านแรก และมีนายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นเลขานุการ โดยมีชื่อเรียกว่า “คณะกรรมการโบราณสถานแห่งชาติ” ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 25 ท่าน พร้อมด้วยภารกิจแรก ได้แก่ การประกาศระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน พ.ศ. 2528 หรือที่เรียกว่า Bangkok Charter ตามแนวทางของกฎบัตรเวนิช โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งคณะกรรมการฯและการร่างระเบียบกรมศิลปากรฯขึ้นได้แก่ ดร.สุวิชญ์ รัศมิภูติ ซึ่งต่อมาได้เป็นอธิบดีกรมศิลปากร และรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
โดยคณะกรรมการชุดนี้นั่นเองที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายการเปิดรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติม เรียกชื่อองค์กรว่า “อิโคโมสไทย” เพื่อการสร้างเครือข่ายของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่ไม่จำกัดอยู่เพียงในหน่วยงานราชการ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง หลังจากที่อิโคโมสไทยได้ทำการประชาสัมพันธ์ เปิดรับสมัครสมาชิกขึ้นพร้อมด้วยการเปิดตัวใน การประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 ที่วังลดาวัลย์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และได้ประกอบกิจกรรมต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง เน้นให้ทุกภาคส่วนที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วม เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อิโคโมสไทยได้เติบโตขึ้น จากสมาชิกเพียงไม่กี่คนกลายมาเป็นประมาณ 400 คนในปัจจุบัน ในหลากหลายสาขาวิชาชีพและจากทุกรุ่นทุกวัย
ในการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2550 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการอิโคโมสไทยขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นคณะกรรมการในวาระปี 2551 – 2553
จากการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการอิโคโมสไทยชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้งนี้เองที่นำมาซึ่งแนวความคิดของการจดทะเบียนนิติบุคคลในนามของ “สมาคมอิโคโมสไทย” เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการองค์กรซึ่งเป็นองค์กรอิสระเพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นผู้ประสานงานในการประกอบกิจกรรมทางวิชาการ และนิติกรรมต่างๆ ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมมีมติให้เรียนเชิญ นายเดโช สวนานนท์ ที่ปรึกษาอิโคโมสไทย อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร 2 สมัย และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 มาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯท่านแรก พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมชุดก่อตั้งรวม 9 ท่าน ซึ่งในลำดับต่อไปตำแหน่งนายกสมาคมก็จะมาจากการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน โดยมีคณะกรรมการอิโคโมสไทยทำหน้าที่เป็นคณะที่ปรึกษาทางวิชาการต่อไป และสมาชิกอิโคโมสไทยที่มีอยู่เดิมให้ถือว่าเป็นสมาชิกสมาคมอิโคโมสไทยทั้งหมด
เลขาธิการ สมาคมอิโคโมสไทย
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ยายเหงาเพราะตาเมือน / ปราสาทยายเหงากับการปฐมพยาบาล
แต่ที่อยากจะเล่าสู่กันฟังเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อสังเกตทางด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการอนุรักษ์ เริ่มจากประวัติของปราสาทแห่งนี้ก่อนแล้วค่อยมาสังเกตในเรื่องของการอนุรักษ์ จะเห็นว่าสิ่งที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันมีปราสาทที่เป็นอาคารสิ่งก่อสร้างอยู่ 2 หลังด้วยกัน ปกติสำหรับปราสาทขอมเรามักจะเจอที่เป็นปราสาทหนึ่งองค์หรือว่าสามองค์ แต่ที่นี่เราพบอยู่ 2 องค์ ทีนี้โดยรูปแบบศิลปะหรือบางทีเนื่องจากหลายๆที่เรามักจะดูข้อมูลจากจารึก หรือว่าเปรียบเทียบรูปแบบศิลปะเพื่อให้ทราบว่าอาคารสร้างขึ้นเมื่อไร ที่นี่ไม่ได้จารึกระบุไว้ว่าสร้างเมื่อไร แต่เราดูได้จากลักษณะของลวดลายที่สลักอยู่บนอิฐตรงส่วนหัวนาคก็จะเห็นว่าเป็นนาคในแบบที่มีเป็นแผงประดับอยู่เหนือศรีษะ ซึ่งระบุได้ว่ารูปแบบหัวนาคแบบนี้จะเหมือนกับที่เราได้เห็นกันมาแล้วที่ปราสาทศีขรภูมิ ก็คืออยู่ใน style แบบนครวัดนั่นเอง หรือสิ่งก่อสร้างในช่วงประมาณรัชสมัยของกษัตริย์เขมรที่พระนามว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
ตัวอาคาร 2 หลังแต่ว่าลักษณะจะแตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวคืออาคารหลังที่ยอดยังสมบูรณ์จะมีการก่อเป็นซุ้มดูจากผังที่ยื่นเป็นซุ้มยื่นออกมาด้านหน้าด้วย แต่ว่าส่วนขององค์ประกอบอื่นๆ เช่น ทับหลัง ก็ไม่อยู่แล้วคาดว่าคงจะโดนเคลื่อนย้ายไปไหนแล้ว ไม่แน่ใจว่าเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ใดหรือไม่ ส่วนด้านหน้าอาคารโบราณสถานก็จะมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ ที่น่าจะเป็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมของอาคาร คาดว่าจะเป็นส่วนของอาคารทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศด้านหน้า มีส่วนของหัวนาคที่เป็นหิน เหมือนกับอย่างที่ปราสาทศีขรภูมิ การที่เรามาเจอหลักฐานของหัวนาคที่อยู่ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทนี้ เราจะสังเกตได้ว่าถ้าเปรียบเทียบก็จะเห็นค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นข้อมูลที่ยืนยันได้ว่าการบูรณะที่ปราสาทศีขรภูมิน่าจะมีเหตุผล คือส่วนหัวนาคทางด้านหน้าจะเป็นหินในขณะที่หัวนาคส่วนด้านข้างจะเป็นอิฐแกะสลัก
ทีนี้มาดูกันต่อในเรื่องของการทรุดเอียงของตัวโครงสร้างในการซ่อมเบื้องต้น เราก็จะเห็นว่ามีการนำเอาอิฐใหม่มาอุดตามรอยแยก จริงๆ คัดขึ้นไปกว่าที่ศีขรภูมิเพราะว่าอิฐที่เป็นอิฐขนาดก้อนเล็กจริงๆ ที่นี่ก็พึ่งจะมีการทำเรื่องเข้ามาเรื่องที่ว่าจะมาซ่อมแซมส่วนของค้ำยัน อันนี้ที่เราเห็นเป็นค้ำยันที่ทำไว้เก่าแล้วแต่ว่ามีเรื่องที่ทางสำนักศิลปากรพิมาย ซึ่งจะทำเรื่องเข้าไปขออนุมัติในการจัดการ คือมาซ่อมส่วนค้ำยันให้ยังสามารถที่จะรับตัวอาคารได้ต่อไป ซึ่งในส่วนของครึ่งหนึ่ง ผมเข้าใจว่าแต่เดิมน่าจะเต็มอยู่ เสร็จแล้วที่เราจะให้สลิงไปปะทะกับตัวโบราณสถานที่เป็นอิฐซึ่งจะมีความอ่อน ก็จะไปกดทำลาย ส่วนใหญ่แล้วที่เราเคยพบก็จะใช้วัสดุที่แข็งน้อยกว่าสลิงไปรองก็คือเป็นพวกไม้ แล้วไม้เวลายึดกับสลิงก็คงตีตะปูทับยึดไว้แล้วพอนานๆไป ตะปูเป็นสนิมบ้างอะไรบ้าง ไม้ก็อาจจะหลุดถอนออกไป สลิงก็จะหย่อน ตอนนี้ว่าสลิงที่จะใช้รัดถ้าเราไปดูในแหล่งอื่นจะมีกรณีในลักษณะนี้ ก็คงจะใช้รัดได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งแค่ช่วง 1 ปี หรือว่าระยะเวลาที่เราคิดว่าเราจะเข้าไปทำในเร็ววัน ถ้านานไปก็จะสิ้นผลแบบนี้ ก็จะสูญเปล่า ถ้าเกิดมีการเคลื่อนตัวยังขยับอยู่จริงๆก็อาจจะเฟ็ลท์ไปเลยทั้งตัวโบราณสถาน เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะไปค้ำยันหรือว่าไปรัดก็ต้องดูช่วงระยะเวลาและต้องเลือกใช้วัสดุที่ดูแล้วเหมาะ ถ้าเกิดเราไม่มั่นใจว่าจะอยู่ได้นาน เราอาจจะใช้วัสดุประเภทอื่นที่เสื่อมสภาพได้ยากกว่า อย่างเช่นอาจจะเป็นโครงเหล็กโดยใช้ท่อเหล็กกลม รัดบีบไว้แต่ว่าภาพที่ออกมาอาจจะใช้พื้นที่มากหน่อยและจะรกสายตาก็อาจต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป
ก็คงต้องย้ำว่านี่เป็นการค้ำยันในลักษณะเหมือนการปฐมพยาบาล เพราะว่าจริงๆแล้วที่นี่เราจะเห็นว่ายังไม่ได้มีการขุดแต่ง เป็นการทำชั่วคราวในขณะที่เรายังไม่ได้มีงบหรือว่ามีโครงการที่จะมาทำอย่างเต็มรูปแบบ เพราะคาดว่าระดับดินเดิมน่าจะต่ำลงไปกว่าระดับพื้นในปัจจุบันนี้ น่าจะมีฐานของอาคารนี้อีกชั้นหนึ่ง ก็คือส่วนของศิลาแลงเราเห็นโผล่อยู่ก้อนครึ่งโดยประมาณ ซึ่งจริงๆคงจะลึกลงไปอีก ดูได้จากสภาพถ้าถึงเวลาที่จะทำโครงการบูรณะอย่างเต็มรูปแบบจริงๆ ก็คงเริ่มด้วยงานโบราณคดี พอขุดลงไปแล้วก็อาจจะต้องกลับมาดูเรื่องที่อุดตามรอยแยกเดิมนี้ไว้ที่เป็นอิฐเล็กๆและมีปูนซีเมนต์เราคงจะต้องแก้ไขตรงนี้ด้วย เพราะจะเห็นว่าการซ่อมแซมนี้ดูแตกต่างมากจนเกินไปโดยขนาดของอิฐด้วยปูนสอด้วยปูนยาแนว
จากการบรรยายที่ปราสาทยายเหงา โดย วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิก และ สุดชาย พานสุวรรณ วิศวกรโยธา กิจกรรมทางวิชาการของ กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร