ในที่ประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อการคุ้มครอง รักษา และพัฒนาเมืองพระนคร (ICC – Angkor) ครั้งที่ ๑๙ เมื่อวันที่ ๘-๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ นาย เบชาอูช (Beschaouch) ผู้แทนของยูเนสโก ได้แจ้งว่าจะมีการจัดตั้ง คณะกรรมการ ICC – Preah Vihear ขึ้นในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยวิสามัญ ที่สำนักงานยูเนสโก กรุงปารีส ในวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ของสถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ทราบว่าไม่มีการเชิญผู้แทนของไทยเข้าร่วมประชุมเรื่องการก่อตั้ง ICC – Preah Vihear ในขณะที่เชิญจากชาติอื่นๆที่ต้องการให้เข้าร่วมครบทั้งหมด ทั้งนี้ในส่วนของประเทศไทยโดยมติคณะกรรมการมรดกโลกของไทยเห็นว่าไทยไม่ควรเข้าร่วมใน ICC ชุดนี้
จากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยวิสามัญและการประชุมอื่นๆ ที่กรุงปารีส ทราบว่า นาง Bokova ผอ.ใหญ่ของยูเนสโก ได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุมจัดตั้ง ICC- พระวิหาร ออกไปก่อนตามที่ฝ่ายไทยได้แจ้งให้ทราบถึงมติคณะกรรมการมรดกโลกของไทย แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับทั้งยูเนสโกและทางกัมพูชา เนื่องจากตามมติคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ ๓๒ ที่ควิเบคที่ประกาศให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในบัญชีมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว ได้กำหนดให้มีการจัดตั้ง ICC โดยให้ไทยเข้าร่วมด้วย ถือเป็นมติที่มีการรับรองอย่างถูกต้อง แต่ทางยูเนสโกก็ยินดีที่จะให้รอต่อไปก่อนระยะหนึ่ง โดยขอให้มีการประชุม ๓ ฝ่าย ยูเนสโก ไทย กัมพูชา โดยนาง Bokova รับที่จะเป็นผู้จัดให้ ทั้งนี้ท่านเอกอัครราชทูตวีรพันธุ์ได้ชี้แจงว่า การที่ฝ่ายไทยไม่สามารถเข้าร่วมหรืออธิบายเหตุผลข้อขัดข้องต่างๆได้ เนื่องจากตามมติกรรมการมรดกโลกกำหนดให้กัมพูชาส่งแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารในการประชุมสมัยที่ ๓๔ ณ กรุงบราซิเลีย ซึ่งแผนดังกล่าวจะต้องมีการระบุขอบเขตพื้นที่การจัดการโดยรอบปราสาทพระวิหารที่มีความเป็นไปได้ที่จะล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย ทั้งที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกรรมการมรดกโลก ๒๑ ชาติ แต่ก็ยังไม่ได้เห็นเอกสารดังกล่าวเพื่อให้พิจารณาก่อนเข้าที่ประชุม ทั้งที่ต้องส่งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยในประเด็นเรื่องความโปร่งใส โดยที่ได้กำหนดไว้แล้วในวาระการประชุมที่บราซิเลียว่าจะมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ในวาระสถานภาพการอนุรักษ์ของมรดกโลก แต่ยังไม่มีรายละเอียดเนื้อหาที่จะนำเข้าสู่วาระให้ตรวจสอบก่อน
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังมีประเด็นที่สำคัญในเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ที่จะต้องมีความชัดเจนก่อน
วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
19th Technical Session of the ICC Angkor
รายงานการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพระนคร ครั้งที่ ๑๙การประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของเมืองพระนคร (International Coordinating Committee for Safeguarding and Development of the Historic Site of Angkor : ICC Angkor) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๑๙ ระหว่างวันที่ ๘ – ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓ ณ โรงแรม Sokha Angkor เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
ตัวแทนประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมได้แก่
๑. นายวสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกระดับชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร
๒. นางสาวธิติยา ปานมณี เจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ
วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓ เริ่มการประชุม เวลา ๘.๓๐ น. โดยมีวาระการประชุมและสาระโดยย่อดังนี้
วาระที่ ๑ พิธีเปิดการประชุม ประกอบด้วยการกล่าวเปิดโดย นาย Dominique FRESLON และ นาย Hiroshi KAWAMURA สองประธานร่วมผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ตามลำดับ และการกล่าวของ นาย SOK An รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในฐานะประธานสูงสุดขององค์กร APSARA National Authority แจ้งเรื่องข้อเสนอการเป็นเจ้าภาพของเสียมราฐในการจัดประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๐ ในโอกาสครบรอบ ๒๐ ปีที่เมืองพระนครได้อยู่ในบัญชีมรดกโลกในปี ๒๐๑๒ รวมทั้งการที่ นาย BESCHAOUCH ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “สหเมตไตร”และคำกล่าวจากนาย Teruo JINNAI ผู้แทน UNESCO ในราชอาณาจักรกัมพูชา
วาระที่ ๒ เรื่องการวิจัยและการอนุรักษ์
๒.๑ นาย Azedine BESCHAOUCH, ICC Permanent Scientific Secretary กล่าวรายงานกิจกรรมของ ICC-Angkor และการนำเอาคำแนะนำต่างๆที่ผ่านมาไปสู่การปฏิบัติ กล่าวถึง ICC-Preah Vihear องค์กรพี่น้องกับ ICC-Angkor ว่าจะมีการจัดตั้งขึ้นในวันที่ ๑๖ มิถุนายนนี้ ที่ UNESCO ณ กรุงปารีส
๒.๒ นาย BUN Narith ผู้อำนวยการใหญ่ APSARA Authority กล่าวรายงานกิจกรรมต่างๆของ APSARA เช่น การบูรณะเร่งด่วนสำหรับปราสาทที่พังลงมา การตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยในประเทศอิตาลี การศึกษาเพื่อการวางแผนการพัฒนาระบบน้ำและการฟื้นฟูบาราย การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองเสียมราฐ การมีส่วนร่วมของภาคประชาคม การพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ การเกษตรอินทรีย์
๒.๓ การอนุรักษ์
๒.๓.๑ การนำเสนอผลการทำงานที่ปราสาทบายนของ JASA (Japan – APSARA Team for Safeguarding Angkor) ประกอบด้วย
ก. ภาพรวมของการปกป้องคุ้มครองปราสาทบายน โดย ศ.ดร. NAKAGAWA Takeshi
ข.รายงานความก้าวหน้าของงานบูรณะที่บรรณาลัยด้านทิศใต้ของปราสาทบายน โดย นาย SOEUR Sothy กล่าวถึงขั้นตอนการเตรียมนำหินกลับคืนสู่ที่ตั้งดั้งเดิมหลังงานทดลองประกอบหินเสร็จสมบูรณ์ ในการเตรียมฐานรากได้มีการทดสอบการรับน้ำหนักของดินบดอัดแน่นแบบดั้งเดิมพบว่าไม่เพียงพอ ต้องมีการปรับปรุงการรับแรงก่อน ในการเสริมด้วยหินใหม่ มีความจำเป็นต้องใช้หินทรายใหม่ ๑๒ % ในขณะที่ต้องใช้ศิลาแลงใหม่เกือบ ๙๐ %
ค.งานสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีทางด้านทิศใต้ของปราสาทบายน โดย ดร. KOU Vet รายงานการค้นพบระบบการระบายน้ำโบราณ
ง. งานสำรวจทางธรณีสัณฐานภายในระเบียงของปราสาทบายน และความก้าวหน้าของงานวิจัยถึงความเป็นไปได้ในการจัดการพื้นที่น้ำโดยรอบแหล่งมรดกเมืองพระนคร โดย ดร. TOKUNAGA Tomochika
จ. คำแนะนำทางเทคนิคเพื่อการถมดินกลับในแหล่งโบราณสถานเมืองพระนคร โดย ดร. IWASAKI Yoshinori เป็นผลการทำงานที่สืบเนื่องมาจากการขุดตรวจสอบใต้ปราสาทประธาน ปราสาทบายน
ฉ. การศึกษาวิธีการอนุรักษ์ภาพสลักนูนต่ำที่ระเบียงคดด้านในของปราสาทบายน โดย ดร. SAWADA Masahiko และ ดร. SHIMODA Ichita
๒.๓.๒ การนำเสนอของ สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (EFEO) โดย นาย Pascal ROYERE สถาปนิก
ก. การบูรณะปราสาทบาปวน กำหนดตารางการทำงานในช่วงสุดท้ายของการดำเนินการในระยะเวลา ๙ เดือน
ข. การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการบูรณะปราสาทแม่บุญตะวันตก ปราสาทซึ่งมีสภาพเป็นเกาะตั้งอยู่กลางบารายตะวันตก นำเสนอโครงการการทำงานในระยะเวลา ๔ ปี
การอภิปรายโดยคณะที่ปรึกษา
ศ. BOUCHENAKI : ชื่นชมการทำงานที่นำมาซึ่งข้อมูลทางวิชาการจากการศึกษาเบื้องต้นทางโบราณคดีก่อนการดำเนินการ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะได้มีการกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ เช่น ในกรณีปราสาทแม่บุญตะวันตก ซึ่งมีความน่าสนใจมาก เป็นโบราณสถานที่มีเอกลักษณ์ ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเบื้องต้นนี้ก่อน นอกจากนี้ยังควรมีการแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลในระหว่างแต่ละคณะทำงานที่เข้ามาร่วมกันอนุรักษ์โบราณสถานเมืองพระนครด้วย
นาย BESCHAOUCH : ชื่นชมการที่ในทีม JASA ของ ญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้ชาวกัมพูชาได้เรียนรู้การทำงานจนพัฒนาขึ้นมาได้อยู่ในระดับสูง ถือเป็นพัฒนาการที่ดีมากสำหรับกัมพูชา เป็นความสำคัญของการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้
๒.๓.๓ การนำเสนอของ WWF (World Monument Fund) โดย คุณ Konstanze VON ZUR MUEHLEN ผู้จัดการโครงการ
ก. รายงานความก้าวหน้าของการทำงานที่ปราสาทพนมบาแค็ง ระเบียงคดด้านทิศตะวันออกของปราสาทนครวัด และปราสาทพระขรรค์
ข. การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การอนุรักษ์และการสร้างความมั่นคง ศาสนสถานอิฐ
๒.๓.๔ การนำเสนอของ ASI (Archaeological Survey of India)
ก. คำกล่าวนำโดย ดร. D.R. GEHLOT อธิบดีร่วมของ ASI
ข. งานอนุรักษ์โครงสร้าง และลักษณะการอนุรักษ์ที่ ปราสาทตาพรม โดย นาย Janhwij SHARMA ผู้อำนวยการอนุรักษ์ รายงานการทำงานในลักษณะสหวิชาการ นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างและธรณีวิทยา
ค. การอนุรักษ์ต้นไม้ที่ปราสาทตาพรม โดย ดร. N.S.K. HARSH ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยป่าไม้ เมือง Deradun ประเทศอินเดีย
๒.๓.๕ การอนุรักษ์ของปราสาทนครวัด งานบูรณะที่โคปุระตะวันตก ซุ้มบันไดใหญ่ทางทิศตะวันตก พลับพลารูปกากบาท และสระน้ำล้อมรอบด้านตะวันตก โดย นาย Valter Maria SANTORO เป็นการดำเนินงานโดย I.Ge.S. ( Ingegneria Geotecnica e Structeral snc) จากอิตาลี มีการสำรวจสภาพปัญหา ติดตามตรวจสอบรอยแยกต่างๆ พบว่ามีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิและระดับน้ำในดิน และจากข้อมูลการวิเคราะห์แรงดันจากน้ำในส่วนโครงสร้างพบว่าจุดที่มีความเสี่ยงต่อการพังทลายได้แก่ส่วนมุมและขั้นบันได
๒.๓.๖ การอนุรักษ์หินทรายในเมืองพระนคร จาก ธันวาคม ๒๐๐๙ ถึง มิถุนายน ๒๐๑๐ โดย นาย LONG Nary นักอนุรักษ์หินในสังกัดของหน่วยงานอนุรักษ์หินของ APSARA ด้วยการสนับสนุนของ German Development Authority) รายงานผลการทำงานอนุรักษ์หินด้วยการใช้ epoxy การเก็บข้อมูล กล่าวถึง ปริมาณงานที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก บุคลากรไม่เพียงพอ และการแก้ปัญหาด้วยการทำหนังสือคู่มือการปฏิบัติงาน
๒.๓.๗ การศึกษาผลกระทบของจุลินทรีย์ที่มีต่อผิวหินที่ปราสาทตาเนย ในปี ๒๐๐๙ โดย นาง Yoko FUTAGAMI จาก Tokyo National Research Institute for Cultural Properties เป็นผลการสำรวจทั้งที่ ปราสาทและแหล่งตัดหิน ที่ได้พบมอสและไลเคนสายพันธุ์ใหม่ๆ นำไปศึกษาผลกระทบต่อหินที่สถาบันในประเทศญี่ปุ่นพบว่าทำให้หินเสื่อมสภาพลง ๓๐ % ในขั้นต่อไปจะได้ทดลอง ณ ที่ตั้งของปราสาทและดูผลในระยะยาวต่อไป
๒.๓.๘ การเสื่อมสภาพของหินเมืองพระนครในส่วนลวดลายประดับ ในมิติการควบคุมทางด้านธรณีวิทยาและสภาพแวดล้อม โดย ศ. Maria – Francoise ANDRE จาก มหาวิทยาลัย Blaise Pascal ประเทศฝรั่งเศส กล่าวถึงความแตกต่างกันระหว่างอัตราการเสื่อมสภาพที่เกิดกับปราสาทที่สภาพแวดล้อมยังมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบอยู่กับปราสาทที่ไม่มีต้นไม้มานานแล้ว พบว่าต้นไม้ใหญ่ช่วยปกป้อง ทำให้การเสื่อมสภาพช้าลง จึงควรรักษาสภาพป่าไม้ไว้แม้ว่าโดยการออกแบบจะไม่ได้ต้องการให้ปลูกต้นไม้มาแต่ต้น
๒.๔ งานวิจัย
๒.๔.๑ การรายงานการวิจัยในโครงการอนุรักษ์และบูรณะปราสาทตาแก้ว โดย ศ. HOU Weidong หัวหน้าวิศวกรของ CACH (Chinese Academy of Cultural Heritage) สาธารณรัฐประชนจีน กล่าวถึงการศึกษาเก็บข้อมูลเบื้องต้นในด้านต่างๆ
๒.๔.๒ งานวิจัยเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังและการใช้สีในปราสาทอิฐสมัยศตวรรษที่ ๙ และ ๑๐ โดย ศ.ดร. Hans LEISEN จาก GACP (German Apsara Conservation Project) เป็นผลการศึกษาจากปราสาทอิฐจำนวน ๑๙ ปราสาท เช่น ปราสาทธมเกาะแกร์ ปราสาทพระโค ปราสาทเนียงเขมา จ.ตาแก้ว ด้วยการใช้กล้องอินฟราเรด พบการใช้สีแดง ดำ ขาว และเหลือง โดยเป็นภาพลวดลายประดับที่เทียบกันได้กับลายปูนปั้นหรือลายสลักหิน
๒.๔.๓ รายงานกิจกรรมการวิจัยที่ปราสาททัพตะวันตก เมืองนครธม (๒๐๐๙ – ๒๐๑๐) โดย ดร. Tomo ISHIMURA จาก Nara National Research Institute for Cultural Properties ประเทศญี่ปุ่น มีการทดสอบกำลังวัสดุโบราณได้แก่ หินทรายและศิลาแลง พบว่าหินทรายมีคุณสมบัติในการรับแรงได้ดีในขณะที่ศิลาแลงซึ่งใช้เป็นโครงสร้างภายในมีปัญหา
๒.๔.๔ โครงการ JAYA Koh Ker ๒๐๑๐ สู่ความเข้าใจใหม่ของเกาะแกร์ (ฐานข้อมูลเรื่อง จารึก สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ศิลปะ) โดย คุณ Agnes VAJDA ผู้อำนวยการ HUNINCOR ประเทศฮังการี เสนอผลการศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรม และจารึก การเปรียบเทียบองค์ประกอบที่พบหลงเหลืออยู่ กับภาพถ่ายเก่า นำข้อมูลมารวมกันจัดทำเป็นแบบวิเคราะห์ ที่ปราสาทกระจับ ปราสาทเจน ปราสาทบันทายพีจัน
๒.๔.๕ รายงานความก้าวหน้าของการสำรวจจารึกในสมัยเมืองพระนคร โดย ศ. T.S. MAXWELL มหาวิทยาลัย Bonn เป็นการศึกษาจารึกเสากรอบประตูที่ปราสาทบันทายฉมาร์ และการตีความภาพสลักอิฐที่ปราสาทกระวันแสดงถึงความสัมพันธ์ของกษัตริย์ เทพ และพระพุทธเจ้า
๒.๕ โบราณคดี
๒.๕.๑ การสำรวจทางโบราณคดีที่ปราสาทบันทายกุฎีในปี ๒๐๐๙ โดย นาย Nobuo ENDO และ คุณ Chie ABE จาก สถาบันวัฒนธรรมเอเซีย มหาวิทยาลัย Sophia
๒.๕.๒ การศึกษาเรื่องอาศรมในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ โดย นาย Dominique SOUTIF นักวิจัยจาก EFEO และ คุณ Julia ESTEVE นักวิจัยจาก EPHE ประเทศฝรั่งเศส เป็นงานที่เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับจารึกที่ศึกษาไว้โดย เซเดส์ ซึ่งพบหลักฐานทั่วราชอาณาจักร จะมีการขุดตรวจและขุดค้นในปีหน้า โดยเลือกพื้นที่ศึกษาที่ปราสาทไพรปราสาท และปราสาทกอมนับ จะได้มีการใช้จีโอเรดาร์ร่วมในการสำรวจด้วย
๒.๕.๓ การขุดค้นแนวกำแพงดิน ภายใน Royal Citadel เมืองพระนคร โดย ศ. Jacques GAUCHER นักโบราณคดี EFEO เป็นส่วนที่ ๓ ของโครงการทางโบราณคดีของลักษณะของเมืองนครธม การขุดตรวจคันดินกำแพงเมือง พบการก่อสร้างซ้อนทับในยุคต่างๆ ส่วนที่เป็นกำแพงหินนี้คาดว่าเคยมีความสูง ๙ เมตร ฐานรากกำแพงเป็นเม็ดแลงบดอัดแน่นมีความแข็งแรงมาก ส่วนกำแพงก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายที่นำจากที่อื่นมาใช้สังเกตจากรูปสลักที่ปรากฏอยู่
๒.๕.๔ โครงการขุดค้นทางโบราณคดีในกลุ่มโบราณสถานปราสาทธม เกาะแกร์ ที่ Phno Damrei Sa (White Elephant Tomb) โดย นาย Eric BOURDONNEAU นักโบราณคดี EFEO มีสภาพเป็นเนินดินขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับอาคารทรงปิระมิดของปราสาทธมทางด้านหลัง ผลจากการขุดพบว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่ร่วมสมัยกับการสร้างปราสาท สันนิษฐานว่าเป็นที่ทำพิธีชั่วคราวขณะช่วงเวลาของการก่อสร้างปราสาทพบโบราณวัตถุเป็นรูปเคารพสตรีพร้อมฐานรูปนกฮูก
๒.๕.๕ โครงการการทำงานทางโบราณคดีที่พนมกุเลน การดำเนินการในช่วงระหว่างธันวาคม ๒๐๐๙ – เมษายน ๒๐๑๐ โดย นาย Jean – Baptiste CHEVANCE จาก มูลนิธิโบราณคดีและการพัฒนา สหราชอาณาจักร เป็นการดำเนินการใน ๕ แหล่งบนเขาพนมกุเลน ซึ่งได้พบรูปพระคเณศวรอยู่ในถ้ำ พร้อมด้วยการดำเนินการโครงการต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาในท้องถิ่น สินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน สุขอนามัย การศึกษา การรักษาสิ่งแวดล้อม การเกษตรที่เหมาะสมเพื่อแทนที่การเผาป่าที่มีอยู่โดยรอบบริเวณโบราณสถาน
๒.๕.๖ โครงการราชมรรคาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (ระยะที่ ๓) การค้นพบแหล่งอุตสาหกรรมเหล็กเป็นครั้งแรก โดย นาย IM Sokrithy นักโบราณคดีผู้ประสานงานโครงการ APSARA National Authority เป็นการศึกษาโครงข่ายถนนโบราณ และแหล่งอุสาหกรรมโลหะและเครื่องถ้วยบนเส้นทาง ในโครงการระยะที่ ๓ นี้ ได้ศึกษาเส้นทางจากเมืองพระนครไปสู่ปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบสามารถเชื่อมโยงได้กับชาวเผ่ากุย หรือ ส่วย ที่ยังคงสืบต่อวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมมาจนถึงในปัจจุบัน โดยชาวกุยเด็ก ( Kuy Dek) ชำนาญงานเหล็ก และชาวกุยดำไร (Kuy Damrei) ชำนาญเรื่องการเลี้ยงช้าง เป็นข้อมูลที่อาจเปรียบเทียบกันได้กับในบริเวณเขมรสูง จ.บุรีรัมย์ในประเทศไทย
๒.๖ รายงานข้อแนะนำและความคิดเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์
นาย BESCHAOUCH : น่าจะมีความร่วมมือในการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างไทยและกัมพูชา
นาย HIDAKA : ขอเน้นเรื่องการอนุรักษ์และการสื่อความหมาย การฝึกอบรม การมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และการรักษาต้นไม้ไว้เพื่อสมดุลของธรรมชาติ
ศ. BOUCHENAKI : ห่วงใยปราสาทพนมกรม ที่มีการเสื่อมสภาพของเนื้อหินจากแรงลม เสถียรภาพของโครงสร้างอาคาร โดยหินในส่วนยื่นมีความเสี่ยงที่จะทลายลงมา จึงขอให้มีการอนุรักษ์เสริมความมั่นคงโดยด่วน การปรับปรุงพื้นที่โดยรอบปราสาทบันทายสรี เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน จากสภาพเดิมซึ่ง ที่จอดรถและร้านค้าตั้งอยู่ใกล้กับตัวปราสาทมาก ด้วยการจัดการในปัจจุบันสามารถทำให้นักท่องเที่ยวเข้าชมปราสาทตามลำดับที่ต้องการ เริ่มต้นที่ศูนย์ข้อมูล สร้างความเข้าใจก่อนการเข้าชม พร้อมด้วยการกำหนดรูปแบบสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ทั้งหมดให้มีความเหมาะสม
นาย CROCI : สำหรับปราสาทตาแก้วของคณะทำงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตรงมุมคือส่วนที่เป็นจุดอ่อนของฐานปราสาทที่เป็นกำแพงกันดิน และยังไม่เห็นด้วยกับการเติมหินใหม่จนครบสมบูรณ์แม้ว่าจะเป็นส่วนหลังคาที่ช่วยกันน้ำได้ ในขณะที่ขอชื่นชมการทำงานของคณะจากประเทศอินเดีย
ปิดการประชุม เวลา ๑๙.๒๕ น.
วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓ เริ่มการประชุม เวลา ๘.๐๐ น. โดยมีวาระการประชุมและสาระโดยย่อดังนี้
๒.๗ เสวนาโต๊ะกลมเรื่องบูรณภาพในการทำงานของคณะทำงานด้านเทคนิคต่างๆที่ปราสาทนครวัด
นาย BESCHAOUCH : กล่าวถึงที่มาของหัวข้อนี้ สืบเนื่องจากการที่มีองค์กร คณะทำงานมากมายหลายคณะมาช่วยในการอนุรักษ์ปราสาทนครวัดแห่งนี้ เริ่มจากการดำเนินการในระยะแรกโดย EFEO ต่อมาคือจากอินเดีย และในปัจจุบันมีจากมหาวิทยาลัยโซเฟีย และ JASA มหาวิทยาลัยวาเซดะ จากประเทศญี่ปุ่น มีคณะทำงานจากประเทศเยอรมัน และ I.Ge.S.จากประเทศอิตาลี จึงจำเป็นจะต้องนึกถึงความประสานสัมพันธ์กันของแต่ละส่วนของปราสาทด้วย
นาย CROCI : สำหรับปราสาทคีรีสิ่งที่น่าเป็นห่วงได้แก่เรื่องของโครงสร้าง ปัญหาจากน้ำที่เข้าไปในโครงสร้างที่เป็นดิน โครงสร้างarch แบบก่อยื่นที่ใช้ไม่แข็งแรงอย่างโครงสร้างของโรมัน จึงเป็นปัญหาทางเสถียรภาพ ปราสาทบริวารมักตั้งอยู่ตรงมุมซึ่งเป็นจุดอ่อน มักมีรอยแยกจากแรงดันของน้ำหนักที่กดทับ จึงขอให้มีการประสานร่วมกันในความรู้เรื่องสภาพของโบราณสถาน ธรรมชาติของโครงสร้าง และเรื่องน้ำที่มีผลต่อโครงสร้าง
นาย HIDAKA : แนะนำให้ในแต่ละทีมมีการหารือกันในรายละเอียดเมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน ให้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับปราสาทประเภทปราสาทคีรีหลังอื่นๆ ในประเด็นที่เกี่ยวกับน้ำ จะต้องคำนึงถึงปัญหาจากความชื้นในอากาศ การดูดซึมน้ำจากดิน และการจัดการเรื่องการระบายน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีการวางระบบท่ออย่างที่ทีมอิตาลีใช้ และการใช้วัสดุกันซึมของ WWF ที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติข้างเคียงของวัสดุ
นาย LABLAUDE : เรื่องแรก ให้พิจารณาประเด็นเรื่องความแท้ ในการแทนที่หินเก่าที่เสื่อมสภาพว่าควรจะใช้หินใหม่ได้หรือไม่ ควรจะให้กลับคืนสู่สภาพเมื่อแรกสร้างหรือจะปล่อยไว้ตามกาลเวลา ควรซ่อมในระดับที่เพียงพอ ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป
เรื่องที่สอง เห็นว่าการซ่อมแซมก็คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของแหล่ง การใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก หรือวัสดุใหม่ในการบูรณะควรซ่อนหรือแสดงให้เห็น ซึ่งเรื่องนี้ในแต่ละทีมยังมีวิธีการที่แตกต่างกัน โครงสร้างดั้งเดิมที่เป็นปัญหาจะต้องคงไว้ให้เป็นของแท้อย่างนั้นหรือไม่
เรื่องที่สาม ความงามเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้สำหรับปราสาทนครวัด ความสมดุล สมมาตร รายละเอียดการตกแต่ง เป็นคุณค่าความสำคัญที่ต้องพิจารณาในการกำหนดแนวทางอนุรักษ์
ศ. BOUCHENAKI : นักอนุรักษ์คือผู้ส่งผ่านข้อมูลจากอดีตสู่อนาคต งานโบราณคดีไม่ได้เพียงแต่ศึกษาแค่เรื่องราวในประวัติศาสตร์ แต่รวมถึงสถาปัตยกรรม และการอนุรักษ์ซ่อมแซมด้วย การศึกษานำมาซึ่งข้อมูลเพื่อความเข้าใจในเรื่องต่างๆ จึงต้องไม่ทำงานอย่าโดดเดี่ยว แต่ต้องทำงานร่วมกับสาขาวิชาชีพอื่นๆ รวมทั้งการศึกษาภูมิปัญญาในอดีตในยุคที่ยังไม่มีการทดสอบ ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์
๓. การพัฒนาอย่างยั่งยืน
๓.๑ ความคิดเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นาย BESCHAOUCH : กล่าวนำเกี่ยวกับชุมชนที่อยู่กับโบราณสถาน จึงได้ยกกรณีของปราสาทพระวิหารที่มีชุมชนที่ต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย
นาย FURT : กำหนดกรอบการทำงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพสังคม ข้อเสนอโครงการต่างๆควรจะต้องส่งให้ศึกษาก่อนล่วงหน้าในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เมืองพระนครเป็นแหล่งที่ไม่ได้มีแต่ซากโบราณสถาน แต่ยังเป็นเมืองที่มีคนอยู่และเป็นบริเวณที่ต้องการการพัฒนา อาหาร และเครือข่ายการขนส่ง ต้องมีการศึกษาข้อมูลกิจกรรมท่องเที่ยว ความเชื่อมโยงกับกิจกรรมการเกษตร ตลาดผลผลิต
๓.๒ การนำเสนอของ APSARA National Authority
ก. โครงการ Green Belt ระยะที่ ๒ โดย นาย UK Someth เป็นโครงการที่สนับสนุนโดยรัฐบาลเยอรมัน ด้วยการวางแผนกำหนดวงแหวนรอบเมืองพระนคร ๓ ชั้น เรียกว่า three rings of protection เพื่อการปกป้องและการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมีการแก้ปัญหาความยากจนเป็นเป้าหมายหลัก ในการดำเนินการได้มีการวิเคราะห์การตลาด พัฒนาผลผลิต ทำข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตและผู้จำหน่าย และฝึกอบรมผู้นำชุมชนสร้างเครือข่ายเกษตรกร (ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลแหล่งมรดกที่จะต้องไม่จำกัดเฉพาะการอนุรักษ์ลักษณะทางกายภาพของแหล่ง แต่จะต้องรวมไปถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชน ทั้งชาวบ้านและวัด ที่อยู่ภายในพื้นที่แหล่งมรดกด้วย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดีกินดี) ผลที่ได้รับในครั้งนี้ได้ครอบคลุมในพื้นที่ ๒๐๐๐ ครัวเรือน เพิ่มผลผลิต ๒๐ – ๑๐๐ % เพิ่มรายได้ ๙๐ USD ต่อเดือนต่อครัวเรือน
ข. การดำเนินงานในโครงการในบริเวณ สระสรง โดย นาย KHOUN Khun-Neay กล่าวว่า มีการอนุรักษ์ตัวสระและขอบสระซึ่งเป็นโบราณสถานที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม เชื่อมโยงความสำคัญระหว่างสระสรงและปราสาทบันทายกุฎีซึ่งมีถนนขั้นกลางและเป็นทางสัญจรที่มีการจราจรพลุกพล่านในปัจจุบัน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ในรายละเอียดของการดำเนินงานมีการซ่อมแซมระบบประตูน้ำของสระ ทำทางเดินโดยรอบ มีการศึกษาขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ระหว่างสระกับปราสทบันทายกุฎี วางแผนเบี่ยงทางสัญจรเปิดเส้นทางใหม่ นอกจากการชมโบราณสถานยังได้มีนโยบายให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมชีวิตชุมชนหมู่บ้านด้วย จัดแสดงเรือนพื้นถิ่นเขมรและสวนเกษตร และยังมีโครงการ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากนิวซีแลนด์ ในเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการให้การศึกษา
ค. การดำเนินงานที่ Run Ta Ek โดย นาย UK Someth เป็นโครงการที่เรียกว่า eco-village เริ่มจากการจัดการแหล่งน้ำของชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการอยู่อาศัย ใช้พลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไป ลดมลภาวะ ร่วมกันแก้ปัญหาเรือนกระจกและโลกร้อน
ง. การนำน้ำกลับมาใส่ในคูเมืองนครธม โดย ดร. HANG Peou คูเมืองนครธมในปัจจุบันมีน้ำหลงเหลืออยู่เพียง ๑ ส่วนในพื้นที่ทั้งหมด ๔ ส่วน เพื่อที่จะฟื้นฟูให้กลับมามีน้ำอยู่เต็มดังเดิมต้องดูระบบโดยรวมของการที่จะทำให้น้ำคงอยู่ได้ วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้น้ำแห้งไป เป็นเพราะระบบดั้งเดิมไม่ทำงานหรือไม่ จากการสำรวจพบว่าคูเมืองด้านทิศตะวันออกมีประตูน้ำอยู่ ๒ ประตูที่ขาดความต่อเนื่อง รวมทั้งการศึกษาผลกระทบจากการรื้อฟื้นว่าจะกระทบกับการทำนาในปัจจุบันหรือไม่
จ. การพัฒนาเมืองเสียมราฐ โดย คุณ TEP Vattho เป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเมือง ปรับปรุงถนนใจกลางเมือง สร้างความเชื่อมต่อวัดต่างๆ พัฒนาเมืองวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เป็นที่ตั้งของสำนักงาน APSARA สร้างพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป พิพิธภัณฑ์ผ้าพื้นเมือง มีการสร้างทางเชื่อมต่อกับพื้นที่ใจกลางเมือง ดำเนินการอนุรักษ์มรดกในยุคอาณานิคม สร้างสะพานเดินเท้าข้ามแม่น้ำเสียมราฐ ในย่านวัดตำหนัก
๓.๓ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขยายปริมาณน้ำใช้ของเสียมราฐ (ด้วยการสนับสนุนของ JICA ) โดย นาย SOM Kunthea อธิบดีการประปาของเสียมราฐ เป็นการวางแผนผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยใช้น้ำจากทะเลสาบเขมร จากสภาพการผลิตในปัจจุบันที่ยังไม่เพียงพอ
๓.๔ ผลการวิจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำของเมืองพระนคร ในประเด็นการค้นพบสารหนูและปลาแปลกปลอมต่างถิ่น โดย ศ. Shinji TSUKAWAKI จากการสำรวจตัวอย่างน้ำในทะเลสาบพบว่ามีสารหนูปนเปื้อนอยู่ โดยจะมีมากในบริเวณกลางของทะเลสาบ เป็นสารที่มากับน้ำจากแม่น้ำโขงที่ย้อนเข้ามาในทะเลสาบต้องมีการศึกษาหาทางจัดการกับการนำมาใช้ต่อไป ส่วนเรื่องปลาแปลกปลอมที่พบมาจากธุรกิจ สปาเท้าที่ใช้ปลาตอดเท้านักท่องเที่ยว เป็นพันธุ์ปลาจากตุรกีหรืออัฟริกา และมีการเพาะเลี้ยงในสิงคโปร์และประเทศไทย หากปล่อยให้แพร่พันธุ์ในธรรมชาติอาจส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
๓.๕ การนำชมวัดในเมืองเสียมราฐ กล่าวนำโดย คุณ CHAU SUN Kerya และนำเสนอโดย ศ. Vittorio ROVEDA นักประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ปรึกษาของ APSARA ด้านการพัฒนาวัฒนธรรม เป็นการนำเสนอข้อมูลของ ๑๒ วัดที่ตั้งอยู่กลางเมืองริมแม่น้ำเสียมราฐ เพื่อเพิ่มเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเมือง และพัฒนาสินค้าที่ระลึกทางพุทธศาสนา ทำแผนที่การท่องเที่ยวใหม่เชื่อมโยงนครวัด ผ่าน ๑๒ วัดในเมือง ไปสู่ปราสาทพนมกรม (ตั้งข้อสังเกตว่าวัดเหล่านี้น่าจะเป็นรูปแบบหลังรัชกาลที่ ๔ เป็นช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของไทย)
๓.๖ โบราณคดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศโดยรอบสนามบินเสียมราฐเมืองพระนคร โดย นาย Pierre BATY สืบเนื่องจากความต้องการในการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสนามบิน ซึ่งมีแหล่งโบราณสถานอยู่ด้วย ทั้งปราสาทและแหล่งโบราณคดี จึงได้เกิดโครงการให้ความช่วยเหลือทางโบราณคดีขึ้นเพื่อขุดกู้แหล่งเหล่านี้ ในขณะดำเนินการก็ได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชม เป็นตัวอย่างที่ส่งเสริมให้งานโบราณคดีเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องดำเนินการในการพัฒนาพื้นที่และการก่อสร้างใดๆ โบราณวัตถุหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบจะได้นำมาจัดแสดงในพื้นที่ ในอาคารสนามบิน หรือพิพิธภัณฑ์ มีการเปิดโอกาสให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นและยังได้เป็นที่ฝึกงานของนักโบราณคดีจากประเทศฝรั่งเศส
๓.๗ โครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย Palermo ประเทศอิตาลี และ APSARA ในการอบรมทางด้านการซ่อมแซมมรดกวัฒนธรรม โดย ศ. Giovanni RIZZO เป็นการแนะนำมหาวิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆทางด้านการอนุรักษ์ ที่เน้นทางด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุ เพื่อซ่อมโบราณวัตถุในคลัง ๔๐๐๐ ชิ้น
๓.๘ การแข่งขันไตรกีฬานานาชาติที่เมืองพระนคร โดย นาย VAT Chamroeun เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งกัมพูชา เป็นการนำเสนอเส้นทางและสถานที่ที่จะใช้ในการแข่งขันกีฬาประกอบด้วยการว่ายน้ำในบารายตะวันตก เส้นทางจักรยานรอบเมืองนครธม และการวิ่งในเส้นทางนครวัด
สรุปและปิดการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพระนคร ครั้งที่ ๑๙ เวลา ๑๕.๔๐ น.
ตัวแทนประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมได้แก่
๑. นายวสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกระดับชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร
๒. นางสาวธิติยา ปานมณี เจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ
วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓ เริ่มการประชุม เวลา ๘.๓๐ น. โดยมีวาระการประชุมและสาระโดยย่อดังนี้
วาระที่ ๑ พิธีเปิดการประชุม ประกอบด้วยการกล่าวเปิดโดย นาย Dominique FRESLON และ นาย Hiroshi KAWAMURA สองประธานร่วมผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ตามลำดับ และการกล่าวของ นาย SOK An รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในฐานะประธานสูงสุดขององค์กร APSARA National Authority แจ้งเรื่องข้อเสนอการเป็นเจ้าภาพของเสียมราฐในการจัดประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๐ ในโอกาสครบรอบ ๒๐ ปีที่เมืองพระนครได้อยู่ในบัญชีมรดกโลกในปี ๒๐๑๒ รวมทั้งการที่ นาย BESCHAOUCH ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “สหเมตไตร”และคำกล่าวจากนาย Teruo JINNAI ผู้แทน UNESCO ในราชอาณาจักรกัมพูชา
วาระที่ ๒ เรื่องการวิจัยและการอนุรักษ์
๒.๑ นาย Azedine BESCHAOUCH, ICC Permanent Scientific Secretary กล่าวรายงานกิจกรรมของ ICC-Angkor และการนำเอาคำแนะนำต่างๆที่ผ่านมาไปสู่การปฏิบัติ กล่าวถึง ICC-Preah Vihear องค์กรพี่น้องกับ ICC-Angkor ว่าจะมีการจัดตั้งขึ้นในวันที่ ๑๖ มิถุนายนนี้ ที่ UNESCO ณ กรุงปารีส
๒.๒ นาย BUN Narith ผู้อำนวยการใหญ่ APSARA Authority กล่าวรายงานกิจกรรมต่างๆของ APSARA เช่น การบูรณะเร่งด่วนสำหรับปราสาทที่พังลงมา การตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยในประเทศอิตาลี การศึกษาเพื่อการวางแผนการพัฒนาระบบน้ำและการฟื้นฟูบาราย การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองเสียมราฐ การมีส่วนร่วมของภาคประชาคม การพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ การเกษตรอินทรีย์
๒.๓ การอนุรักษ์
๒.๓.๑ การนำเสนอผลการทำงานที่ปราสาทบายนของ JASA (Japan – APSARA Team for Safeguarding Angkor) ประกอบด้วย
ก. ภาพรวมของการปกป้องคุ้มครองปราสาทบายน โดย ศ.ดร. NAKAGAWA Takeshi
ข.รายงานความก้าวหน้าของงานบูรณะที่บรรณาลัยด้านทิศใต้ของปราสาทบายน โดย นาย SOEUR Sothy กล่าวถึงขั้นตอนการเตรียมนำหินกลับคืนสู่ที่ตั้งดั้งเดิมหลังงานทดลองประกอบหินเสร็จสมบูรณ์ ในการเตรียมฐานรากได้มีการทดสอบการรับน้ำหนักของดินบดอัดแน่นแบบดั้งเดิมพบว่าไม่เพียงพอ ต้องมีการปรับปรุงการรับแรงก่อน ในการเสริมด้วยหินใหม่ มีความจำเป็นต้องใช้หินทรายใหม่ ๑๒ % ในขณะที่ต้องใช้ศิลาแลงใหม่เกือบ ๙๐ %
ค.งานสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีทางด้านทิศใต้ของปราสาทบายน โดย ดร. KOU Vet รายงานการค้นพบระบบการระบายน้ำโบราณ
ง. งานสำรวจทางธรณีสัณฐานภายในระเบียงของปราสาทบายน และความก้าวหน้าของงานวิจัยถึงความเป็นไปได้ในการจัดการพื้นที่น้ำโดยรอบแหล่งมรดกเมืองพระนคร โดย ดร. TOKUNAGA Tomochika
จ. คำแนะนำทางเทคนิคเพื่อการถมดินกลับในแหล่งโบราณสถานเมืองพระนคร โดย ดร. IWASAKI Yoshinori เป็นผลการทำงานที่สืบเนื่องมาจากการขุดตรวจสอบใต้ปราสาทประธาน ปราสาทบายน
ฉ. การศึกษาวิธีการอนุรักษ์ภาพสลักนูนต่ำที่ระเบียงคดด้านในของปราสาทบายน โดย ดร. SAWADA Masahiko และ ดร. SHIMODA Ichita
๒.๓.๒ การนำเสนอของ สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (EFEO) โดย นาย Pascal ROYERE สถาปนิก
ก. การบูรณะปราสาทบาปวน กำหนดตารางการทำงานในช่วงสุดท้ายของการดำเนินการในระยะเวลา ๙ เดือน
ข. การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการบูรณะปราสาทแม่บุญตะวันตก ปราสาทซึ่งมีสภาพเป็นเกาะตั้งอยู่กลางบารายตะวันตก นำเสนอโครงการการทำงานในระยะเวลา ๔ ปี
การอภิปรายโดยคณะที่ปรึกษา
ศ. BOUCHENAKI : ชื่นชมการทำงานที่นำมาซึ่งข้อมูลทางวิชาการจากการศึกษาเบื้องต้นทางโบราณคดีก่อนการดำเนินการ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะได้มีการกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ เช่น ในกรณีปราสาทแม่บุญตะวันตก ซึ่งมีความน่าสนใจมาก เป็นโบราณสถานที่มีเอกลักษณ์ ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเบื้องต้นนี้ก่อน นอกจากนี้ยังควรมีการแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลในระหว่างแต่ละคณะทำงานที่เข้ามาร่วมกันอนุรักษ์โบราณสถานเมืองพระนครด้วย
นาย BESCHAOUCH : ชื่นชมการที่ในทีม JASA ของ ญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้ชาวกัมพูชาได้เรียนรู้การทำงานจนพัฒนาขึ้นมาได้อยู่ในระดับสูง ถือเป็นพัฒนาการที่ดีมากสำหรับกัมพูชา เป็นความสำคัญของการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้
๒.๓.๓ การนำเสนอของ WWF (World Monument Fund) โดย คุณ Konstanze VON ZUR MUEHLEN ผู้จัดการโครงการ
ก. รายงานความก้าวหน้าของการทำงานที่ปราสาทพนมบาแค็ง ระเบียงคดด้านทิศตะวันออกของปราสาทนครวัด และปราสาทพระขรรค์
ข. การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การอนุรักษ์และการสร้างความมั่นคง ศาสนสถานอิฐ
๒.๓.๔ การนำเสนอของ ASI (Archaeological Survey of India)
ก. คำกล่าวนำโดย ดร. D.R. GEHLOT อธิบดีร่วมของ ASI
ข. งานอนุรักษ์โครงสร้าง และลักษณะการอนุรักษ์ที่ ปราสาทตาพรม โดย นาย Janhwij SHARMA ผู้อำนวยการอนุรักษ์ รายงานการทำงานในลักษณะสหวิชาการ นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างและธรณีวิทยา
ค. การอนุรักษ์ต้นไม้ที่ปราสาทตาพรม โดย ดร. N.S.K. HARSH ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยป่าไม้ เมือง Deradun ประเทศอินเดีย
๒.๓.๕ การอนุรักษ์ของปราสาทนครวัด งานบูรณะที่โคปุระตะวันตก ซุ้มบันไดใหญ่ทางทิศตะวันตก พลับพลารูปกากบาท และสระน้ำล้อมรอบด้านตะวันตก โดย นาย Valter Maria SANTORO เป็นการดำเนินงานโดย I.Ge.S. ( Ingegneria Geotecnica e Structeral snc) จากอิตาลี มีการสำรวจสภาพปัญหา ติดตามตรวจสอบรอยแยกต่างๆ พบว่ามีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิและระดับน้ำในดิน และจากข้อมูลการวิเคราะห์แรงดันจากน้ำในส่วนโครงสร้างพบว่าจุดที่มีความเสี่ยงต่อการพังทลายได้แก่ส่วนมุมและขั้นบันได
๒.๓.๖ การอนุรักษ์หินทรายในเมืองพระนคร จาก ธันวาคม ๒๐๐๙ ถึง มิถุนายน ๒๐๑๐ โดย นาย LONG Nary นักอนุรักษ์หินในสังกัดของหน่วยงานอนุรักษ์หินของ APSARA ด้วยการสนับสนุนของ German Development Authority) รายงานผลการทำงานอนุรักษ์หินด้วยการใช้ epoxy การเก็บข้อมูล กล่าวถึง ปริมาณงานที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก บุคลากรไม่เพียงพอ และการแก้ปัญหาด้วยการทำหนังสือคู่มือการปฏิบัติงาน
๒.๓.๗ การศึกษาผลกระทบของจุลินทรีย์ที่มีต่อผิวหินที่ปราสาทตาเนย ในปี ๒๐๐๙ โดย นาง Yoko FUTAGAMI จาก Tokyo National Research Institute for Cultural Properties เป็นผลการสำรวจทั้งที่ ปราสาทและแหล่งตัดหิน ที่ได้พบมอสและไลเคนสายพันธุ์ใหม่ๆ นำไปศึกษาผลกระทบต่อหินที่สถาบันในประเทศญี่ปุ่นพบว่าทำให้หินเสื่อมสภาพลง ๓๐ % ในขั้นต่อไปจะได้ทดลอง ณ ที่ตั้งของปราสาทและดูผลในระยะยาวต่อไป
๒.๓.๘ การเสื่อมสภาพของหินเมืองพระนครในส่วนลวดลายประดับ ในมิติการควบคุมทางด้านธรณีวิทยาและสภาพแวดล้อม โดย ศ. Maria – Francoise ANDRE จาก มหาวิทยาลัย Blaise Pascal ประเทศฝรั่งเศส กล่าวถึงความแตกต่างกันระหว่างอัตราการเสื่อมสภาพที่เกิดกับปราสาทที่สภาพแวดล้อมยังมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบอยู่กับปราสาทที่ไม่มีต้นไม้มานานแล้ว พบว่าต้นไม้ใหญ่ช่วยปกป้อง ทำให้การเสื่อมสภาพช้าลง จึงควรรักษาสภาพป่าไม้ไว้แม้ว่าโดยการออกแบบจะไม่ได้ต้องการให้ปลูกต้นไม้มาแต่ต้น
๒.๔ งานวิจัย
๒.๔.๑ การรายงานการวิจัยในโครงการอนุรักษ์และบูรณะปราสาทตาแก้ว โดย ศ. HOU Weidong หัวหน้าวิศวกรของ CACH (Chinese Academy of Cultural Heritage) สาธารณรัฐประชนจีน กล่าวถึงการศึกษาเก็บข้อมูลเบื้องต้นในด้านต่างๆ
๒.๔.๒ งานวิจัยเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังและการใช้สีในปราสาทอิฐสมัยศตวรรษที่ ๙ และ ๑๐ โดย ศ.ดร. Hans LEISEN จาก GACP (German Apsara Conservation Project) เป็นผลการศึกษาจากปราสาทอิฐจำนวน ๑๙ ปราสาท เช่น ปราสาทธมเกาะแกร์ ปราสาทพระโค ปราสาทเนียงเขมา จ.ตาแก้ว ด้วยการใช้กล้องอินฟราเรด พบการใช้สีแดง ดำ ขาว และเหลือง โดยเป็นภาพลวดลายประดับที่เทียบกันได้กับลายปูนปั้นหรือลายสลักหิน
๒.๔.๓ รายงานกิจกรรมการวิจัยที่ปราสาททัพตะวันตก เมืองนครธม (๒๐๐๙ – ๒๐๑๐) โดย ดร. Tomo ISHIMURA จาก Nara National Research Institute for Cultural Properties ประเทศญี่ปุ่น มีการทดสอบกำลังวัสดุโบราณได้แก่ หินทรายและศิลาแลง พบว่าหินทรายมีคุณสมบัติในการรับแรงได้ดีในขณะที่ศิลาแลงซึ่งใช้เป็นโครงสร้างภายในมีปัญหา
๒.๔.๔ โครงการ JAYA Koh Ker ๒๐๑๐ สู่ความเข้าใจใหม่ของเกาะแกร์ (ฐานข้อมูลเรื่อง จารึก สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ศิลปะ) โดย คุณ Agnes VAJDA ผู้อำนวยการ HUNINCOR ประเทศฮังการี เสนอผลการศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรม และจารึก การเปรียบเทียบองค์ประกอบที่พบหลงเหลืออยู่ กับภาพถ่ายเก่า นำข้อมูลมารวมกันจัดทำเป็นแบบวิเคราะห์ ที่ปราสาทกระจับ ปราสาทเจน ปราสาทบันทายพีจัน
๒.๔.๕ รายงานความก้าวหน้าของการสำรวจจารึกในสมัยเมืองพระนคร โดย ศ. T.S. MAXWELL มหาวิทยาลัย Bonn เป็นการศึกษาจารึกเสากรอบประตูที่ปราสาทบันทายฉมาร์ และการตีความภาพสลักอิฐที่ปราสาทกระวันแสดงถึงความสัมพันธ์ของกษัตริย์ เทพ และพระพุทธเจ้า
๒.๕ โบราณคดี
๒.๕.๑ การสำรวจทางโบราณคดีที่ปราสาทบันทายกุฎีในปี ๒๐๐๙ โดย นาย Nobuo ENDO และ คุณ Chie ABE จาก สถาบันวัฒนธรรมเอเซีย มหาวิทยาลัย Sophia
๒.๕.๒ การศึกษาเรื่องอาศรมในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ โดย นาย Dominique SOUTIF นักวิจัยจาก EFEO และ คุณ Julia ESTEVE นักวิจัยจาก EPHE ประเทศฝรั่งเศส เป็นงานที่เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับจารึกที่ศึกษาไว้โดย เซเดส์ ซึ่งพบหลักฐานทั่วราชอาณาจักร จะมีการขุดตรวจและขุดค้นในปีหน้า โดยเลือกพื้นที่ศึกษาที่ปราสาทไพรปราสาท และปราสาทกอมนับ จะได้มีการใช้จีโอเรดาร์ร่วมในการสำรวจด้วย
๒.๕.๓ การขุดค้นแนวกำแพงดิน ภายใน Royal Citadel เมืองพระนคร โดย ศ. Jacques GAUCHER นักโบราณคดี EFEO เป็นส่วนที่ ๓ ของโครงการทางโบราณคดีของลักษณะของเมืองนครธม การขุดตรวจคันดินกำแพงเมือง พบการก่อสร้างซ้อนทับในยุคต่างๆ ส่วนที่เป็นกำแพงหินนี้คาดว่าเคยมีความสูง ๙ เมตร ฐานรากกำแพงเป็นเม็ดแลงบดอัดแน่นมีความแข็งแรงมาก ส่วนกำแพงก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายที่นำจากที่อื่นมาใช้สังเกตจากรูปสลักที่ปรากฏอยู่
๒.๕.๔ โครงการขุดค้นทางโบราณคดีในกลุ่มโบราณสถานปราสาทธม เกาะแกร์ ที่ Phno Damrei Sa (White Elephant Tomb) โดย นาย Eric BOURDONNEAU นักโบราณคดี EFEO มีสภาพเป็นเนินดินขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับอาคารทรงปิระมิดของปราสาทธมทางด้านหลัง ผลจากการขุดพบว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่ร่วมสมัยกับการสร้างปราสาท สันนิษฐานว่าเป็นที่ทำพิธีชั่วคราวขณะช่วงเวลาของการก่อสร้างปราสาทพบโบราณวัตถุเป็นรูปเคารพสตรีพร้อมฐานรูปนกฮูก
๒.๕.๕ โครงการการทำงานทางโบราณคดีที่พนมกุเลน การดำเนินการในช่วงระหว่างธันวาคม ๒๐๐๙ – เมษายน ๒๐๑๐ โดย นาย Jean – Baptiste CHEVANCE จาก มูลนิธิโบราณคดีและการพัฒนา สหราชอาณาจักร เป็นการดำเนินการใน ๕ แหล่งบนเขาพนมกุเลน ซึ่งได้พบรูปพระคเณศวรอยู่ในถ้ำ พร้อมด้วยการดำเนินการโครงการต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาในท้องถิ่น สินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน สุขอนามัย การศึกษา การรักษาสิ่งแวดล้อม การเกษตรที่เหมาะสมเพื่อแทนที่การเผาป่าที่มีอยู่โดยรอบบริเวณโบราณสถาน
๒.๕.๖ โครงการราชมรรคาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (ระยะที่ ๓) การค้นพบแหล่งอุตสาหกรรมเหล็กเป็นครั้งแรก โดย นาย IM Sokrithy นักโบราณคดีผู้ประสานงานโครงการ APSARA National Authority เป็นการศึกษาโครงข่ายถนนโบราณ และแหล่งอุสาหกรรมโลหะและเครื่องถ้วยบนเส้นทาง ในโครงการระยะที่ ๓ นี้ ได้ศึกษาเส้นทางจากเมืองพระนครไปสู่ปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบสามารถเชื่อมโยงได้กับชาวเผ่ากุย หรือ ส่วย ที่ยังคงสืบต่อวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมมาจนถึงในปัจจุบัน โดยชาวกุยเด็ก ( Kuy Dek) ชำนาญงานเหล็ก และชาวกุยดำไร (Kuy Damrei) ชำนาญเรื่องการเลี้ยงช้าง เป็นข้อมูลที่อาจเปรียบเทียบกันได้กับในบริเวณเขมรสูง จ.บุรีรัมย์ในประเทศไทย
๒.๖ รายงานข้อแนะนำและความคิดเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์
นาย BESCHAOUCH : น่าจะมีความร่วมมือในการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างไทยและกัมพูชา
นาย HIDAKA : ขอเน้นเรื่องการอนุรักษ์และการสื่อความหมาย การฝึกอบรม การมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และการรักษาต้นไม้ไว้เพื่อสมดุลของธรรมชาติ
ศ. BOUCHENAKI : ห่วงใยปราสาทพนมกรม ที่มีการเสื่อมสภาพของเนื้อหินจากแรงลม เสถียรภาพของโครงสร้างอาคาร โดยหินในส่วนยื่นมีความเสี่ยงที่จะทลายลงมา จึงขอให้มีการอนุรักษ์เสริมความมั่นคงโดยด่วน การปรับปรุงพื้นที่โดยรอบปราสาทบันทายสรี เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน จากสภาพเดิมซึ่ง ที่จอดรถและร้านค้าตั้งอยู่ใกล้กับตัวปราสาทมาก ด้วยการจัดการในปัจจุบันสามารถทำให้นักท่องเที่ยวเข้าชมปราสาทตามลำดับที่ต้องการ เริ่มต้นที่ศูนย์ข้อมูล สร้างความเข้าใจก่อนการเข้าชม พร้อมด้วยการกำหนดรูปแบบสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ทั้งหมดให้มีความเหมาะสม
นาย CROCI : สำหรับปราสาทตาแก้วของคณะทำงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตรงมุมคือส่วนที่เป็นจุดอ่อนของฐานปราสาทที่เป็นกำแพงกันดิน และยังไม่เห็นด้วยกับการเติมหินใหม่จนครบสมบูรณ์แม้ว่าจะเป็นส่วนหลังคาที่ช่วยกันน้ำได้ ในขณะที่ขอชื่นชมการทำงานของคณะจากประเทศอินเดีย
ปิดการประชุม เวลา ๑๙.๒๕ น.
วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓ เริ่มการประชุม เวลา ๘.๐๐ น. โดยมีวาระการประชุมและสาระโดยย่อดังนี้
๒.๗ เสวนาโต๊ะกลมเรื่องบูรณภาพในการทำงานของคณะทำงานด้านเทคนิคต่างๆที่ปราสาทนครวัด
นาย BESCHAOUCH : กล่าวถึงที่มาของหัวข้อนี้ สืบเนื่องจากการที่มีองค์กร คณะทำงานมากมายหลายคณะมาช่วยในการอนุรักษ์ปราสาทนครวัดแห่งนี้ เริ่มจากการดำเนินการในระยะแรกโดย EFEO ต่อมาคือจากอินเดีย และในปัจจุบันมีจากมหาวิทยาลัยโซเฟีย และ JASA มหาวิทยาลัยวาเซดะ จากประเทศญี่ปุ่น มีคณะทำงานจากประเทศเยอรมัน และ I.Ge.S.จากประเทศอิตาลี จึงจำเป็นจะต้องนึกถึงความประสานสัมพันธ์กันของแต่ละส่วนของปราสาทด้วย
นาย CROCI : สำหรับปราสาทคีรีสิ่งที่น่าเป็นห่วงได้แก่เรื่องของโครงสร้าง ปัญหาจากน้ำที่เข้าไปในโครงสร้างที่เป็นดิน โครงสร้างarch แบบก่อยื่นที่ใช้ไม่แข็งแรงอย่างโครงสร้างของโรมัน จึงเป็นปัญหาทางเสถียรภาพ ปราสาทบริวารมักตั้งอยู่ตรงมุมซึ่งเป็นจุดอ่อน มักมีรอยแยกจากแรงดันของน้ำหนักที่กดทับ จึงขอให้มีการประสานร่วมกันในความรู้เรื่องสภาพของโบราณสถาน ธรรมชาติของโครงสร้าง และเรื่องน้ำที่มีผลต่อโครงสร้าง
นาย HIDAKA : แนะนำให้ในแต่ละทีมมีการหารือกันในรายละเอียดเมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน ให้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับปราสาทประเภทปราสาทคีรีหลังอื่นๆ ในประเด็นที่เกี่ยวกับน้ำ จะต้องคำนึงถึงปัญหาจากความชื้นในอากาศ การดูดซึมน้ำจากดิน และการจัดการเรื่องการระบายน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีการวางระบบท่ออย่างที่ทีมอิตาลีใช้ และการใช้วัสดุกันซึมของ WWF ที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติข้างเคียงของวัสดุ
นาย LABLAUDE : เรื่องแรก ให้พิจารณาประเด็นเรื่องความแท้ ในการแทนที่หินเก่าที่เสื่อมสภาพว่าควรจะใช้หินใหม่ได้หรือไม่ ควรจะให้กลับคืนสู่สภาพเมื่อแรกสร้างหรือจะปล่อยไว้ตามกาลเวลา ควรซ่อมในระดับที่เพียงพอ ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป
เรื่องที่สอง เห็นว่าการซ่อมแซมก็คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของแหล่ง การใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก หรือวัสดุใหม่ในการบูรณะควรซ่อนหรือแสดงให้เห็น ซึ่งเรื่องนี้ในแต่ละทีมยังมีวิธีการที่แตกต่างกัน โครงสร้างดั้งเดิมที่เป็นปัญหาจะต้องคงไว้ให้เป็นของแท้อย่างนั้นหรือไม่
เรื่องที่สาม ความงามเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้สำหรับปราสาทนครวัด ความสมดุล สมมาตร รายละเอียดการตกแต่ง เป็นคุณค่าความสำคัญที่ต้องพิจารณาในการกำหนดแนวทางอนุรักษ์
ศ. BOUCHENAKI : นักอนุรักษ์คือผู้ส่งผ่านข้อมูลจากอดีตสู่อนาคต งานโบราณคดีไม่ได้เพียงแต่ศึกษาแค่เรื่องราวในประวัติศาสตร์ แต่รวมถึงสถาปัตยกรรม และการอนุรักษ์ซ่อมแซมด้วย การศึกษานำมาซึ่งข้อมูลเพื่อความเข้าใจในเรื่องต่างๆ จึงต้องไม่ทำงานอย่าโดดเดี่ยว แต่ต้องทำงานร่วมกับสาขาวิชาชีพอื่นๆ รวมทั้งการศึกษาภูมิปัญญาในอดีตในยุคที่ยังไม่มีการทดสอบ ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์
๓. การพัฒนาอย่างยั่งยืน
๓.๑ ความคิดเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นาย BESCHAOUCH : กล่าวนำเกี่ยวกับชุมชนที่อยู่กับโบราณสถาน จึงได้ยกกรณีของปราสาทพระวิหารที่มีชุมชนที่ต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย
นาย FURT : กำหนดกรอบการทำงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพสังคม ข้อเสนอโครงการต่างๆควรจะต้องส่งให้ศึกษาก่อนล่วงหน้าในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เมืองพระนครเป็นแหล่งที่ไม่ได้มีแต่ซากโบราณสถาน แต่ยังเป็นเมืองที่มีคนอยู่และเป็นบริเวณที่ต้องการการพัฒนา อาหาร และเครือข่ายการขนส่ง ต้องมีการศึกษาข้อมูลกิจกรรมท่องเที่ยว ความเชื่อมโยงกับกิจกรรมการเกษตร ตลาดผลผลิต
๓.๒ การนำเสนอของ APSARA National Authority
ก. โครงการ Green Belt ระยะที่ ๒ โดย นาย UK Someth เป็นโครงการที่สนับสนุนโดยรัฐบาลเยอรมัน ด้วยการวางแผนกำหนดวงแหวนรอบเมืองพระนคร ๓ ชั้น เรียกว่า three rings of protection เพื่อการปกป้องและการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมีการแก้ปัญหาความยากจนเป็นเป้าหมายหลัก ในการดำเนินการได้มีการวิเคราะห์การตลาด พัฒนาผลผลิต ทำข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตและผู้จำหน่าย และฝึกอบรมผู้นำชุมชนสร้างเครือข่ายเกษตรกร (ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลแหล่งมรดกที่จะต้องไม่จำกัดเฉพาะการอนุรักษ์ลักษณะทางกายภาพของแหล่ง แต่จะต้องรวมไปถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชน ทั้งชาวบ้านและวัด ที่อยู่ภายในพื้นที่แหล่งมรดกด้วย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดีกินดี) ผลที่ได้รับในครั้งนี้ได้ครอบคลุมในพื้นที่ ๒๐๐๐ ครัวเรือน เพิ่มผลผลิต ๒๐ – ๑๐๐ % เพิ่มรายได้ ๙๐ USD ต่อเดือนต่อครัวเรือน
ข. การดำเนินงานในโครงการในบริเวณ สระสรง โดย นาย KHOUN Khun-Neay กล่าวว่า มีการอนุรักษ์ตัวสระและขอบสระซึ่งเป็นโบราณสถานที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม เชื่อมโยงความสำคัญระหว่างสระสรงและปราสาทบันทายกุฎีซึ่งมีถนนขั้นกลางและเป็นทางสัญจรที่มีการจราจรพลุกพล่านในปัจจุบัน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ในรายละเอียดของการดำเนินงานมีการซ่อมแซมระบบประตูน้ำของสระ ทำทางเดินโดยรอบ มีการศึกษาขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ระหว่างสระกับปราสทบันทายกุฎี วางแผนเบี่ยงทางสัญจรเปิดเส้นทางใหม่ นอกจากการชมโบราณสถานยังได้มีนโยบายให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมชีวิตชุมชนหมู่บ้านด้วย จัดแสดงเรือนพื้นถิ่นเขมรและสวนเกษตร และยังมีโครงการ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากนิวซีแลนด์ ในเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการให้การศึกษา
ค. การดำเนินงานที่ Run Ta Ek โดย นาย UK Someth เป็นโครงการที่เรียกว่า eco-village เริ่มจากการจัดการแหล่งน้ำของชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการอยู่อาศัย ใช้พลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไป ลดมลภาวะ ร่วมกันแก้ปัญหาเรือนกระจกและโลกร้อน
ง. การนำน้ำกลับมาใส่ในคูเมืองนครธม โดย ดร. HANG Peou คูเมืองนครธมในปัจจุบันมีน้ำหลงเหลืออยู่เพียง ๑ ส่วนในพื้นที่ทั้งหมด ๔ ส่วน เพื่อที่จะฟื้นฟูให้กลับมามีน้ำอยู่เต็มดังเดิมต้องดูระบบโดยรวมของการที่จะทำให้น้ำคงอยู่ได้ วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้น้ำแห้งไป เป็นเพราะระบบดั้งเดิมไม่ทำงานหรือไม่ จากการสำรวจพบว่าคูเมืองด้านทิศตะวันออกมีประตูน้ำอยู่ ๒ ประตูที่ขาดความต่อเนื่อง รวมทั้งการศึกษาผลกระทบจากการรื้อฟื้นว่าจะกระทบกับการทำนาในปัจจุบันหรือไม่
จ. การพัฒนาเมืองเสียมราฐ โดย คุณ TEP Vattho เป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเมือง ปรับปรุงถนนใจกลางเมือง สร้างความเชื่อมต่อวัดต่างๆ พัฒนาเมืองวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เป็นที่ตั้งของสำนักงาน APSARA สร้างพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป พิพิธภัณฑ์ผ้าพื้นเมือง มีการสร้างทางเชื่อมต่อกับพื้นที่ใจกลางเมือง ดำเนินการอนุรักษ์มรดกในยุคอาณานิคม สร้างสะพานเดินเท้าข้ามแม่น้ำเสียมราฐ ในย่านวัดตำหนัก
๓.๓ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขยายปริมาณน้ำใช้ของเสียมราฐ (ด้วยการสนับสนุนของ JICA ) โดย นาย SOM Kunthea อธิบดีการประปาของเสียมราฐ เป็นการวางแผนผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยใช้น้ำจากทะเลสาบเขมร จากสภาพการผลิตในปัจจุบันที่ยังไม่เพียงพอ
๓.๔ ผลการวิจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำของเมืองพระนคร ในประเด็นการค้นพบสารหนูและปลาแปลกปลอมต่างถิ่น โดย ศ. Shinji TSUKAWAKI จากการสำรวจตัวอย่างน้ำในทะเลสาบพบว่ามีสารหนูปนเปื้อนอยู่ โดยจะมีมากในบริเวณกลางของทะเลสาบ เป็นสารที่มากับน้ำจากแม่น้ำโขงที่ย้อนเข้ามาในทะเลสาบต้องมีการศึกษาหาทางจัดการกับการนำมาใช้ต่อไป ส่วนเรื่องปลาแปลกปลอมที่พบมาจากธุรกิจ สปาเท้าที่ใช้ปลาตอดเท้านักท่องเที่ยว เป็นพันธุ์ปลาจากตุรกีหรืออัฟริกา และมีการเพาะเลี้ยงในสิงคโปร์และประเทศไทย หากปล่อยให้แพร่พันธุ์ในธรรมชาติอาจส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
๓.๕ การนำชมวัดในเมืองเสียมราฐ กล่าวนำโดย คุณ CHAU SUN Kerya และนำเสนอโดย ศ. Vittorio ROVEDA นักประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ปรึกษาของ APSARA ด้านการพัฒนาวัฒนธรรม เป็นการนำเสนอข้อมูลของ ๑๒ วัดที่ตั้งอยู่กลางเมืองริมแม่น้ำเสียมราฐ เพื่อเพิ่มเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเมือง และพัฒนาสินค้าที่ระลึกทางพุทธศาสนา ทำแผนที่การท่องเที่ยวใหม่เชื่อมโยงนครวัด ผ่าน ๑๒ วัดในเมือง ไปสู่ปราสาทพนมกรม (ตั้งข้อสังเกตว่าวัดเหล่านี้น่าจะเป็นรูปแบบหลังรัชกาลที่ ๔ เป็นช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของไทย)
๓.๖ โบราณคดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศโดยรอบสนามบินเสียมราฐเมืองพระนคร โดย นาย Pierre BATY สืบเนื่องจากความต้องการในการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสนามบิน ซึ่งมีแหล่งโบราณสถานอยู่ด้วย ทั้งปราสาทและแหล่งโบราณคดี จึงได้เกิดโครงการให้ความช่วยเหลือทางโบราณคดีขึ้นเพื่อขุดกู้แหล่งเหล่านี้ ในขณะดำเนินการก็ได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชม เป็นตัวอย่างที่ส่งเสริมให้งานโบราณคดีเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องดำเนินการในการพัฒนาพื้นที่และการก่อสร้างใดๆ โบราณวัตถุหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบจะได้นำมาจัดแสดงในพื้นที่ ในอาคารสนามบิน หรือพิพิธภัณฑ์ มีการเปิดโอกาสให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นและยังได้เป็นที่ฝึกงานของนักโบราณคดีจากประเทศฝรั่งเศส
๓.๗ โครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย Palermo ประเทศอิตาลี และ APSARA ในการอบรมทางด้านการซ่อมแซมมรดกวัฒนธรรม โดย ศ. Giovanni RIZZO เป็นการแนะนำมหาวิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆทางด้านการอนุรักษ์ ที่เน้นทางด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุ เพื่อซ่อมโบราณวัตถุในคลัง ๔๐๐๐ ชิ้น
๓.๘ การแข่งขันไตรกีฬานานาชาติที่เมืองพระนคร โดย นาย VAT Chamroeun เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งกัมพูชา เป็นการนำเสนอเส้นทางและสถานที่ที่จะใช้ในการแข่งขันกีฬาประกอบด้วยการว่ายน้ำในบารายตะวันตก เส้นทางจักรยานรอบเมืองนครธม และการวิ่งในเส้นทางนครวัด
สรุปและปิดการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพระนคร ครั้งที่ ๑๙ เวลา ๑๕.๔๐ น.
ป้ายกำกับ:
Angkor,
conservation,
ICC - Angkor
วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
18th Technical Session of the ICC Angkor
รายงานการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพระนคร ครั้งที่ ๑๘
การประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของเมืองพระนคร (International Coordinating Committee for Safeguarding and Development of the Historic Site of Angkor : ICC Angkor) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๑๘ ระหว่างวันที่ ๒ – ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ ณ โรงแรม Sokha Angkor เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
ตัวแทนประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมได้แก่
๑. นายชโลธร เผ่าวิบูล อัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ เป็นหัวหน้าคณะ
๒. นายวสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกระดับชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร
พร้อมด้วยผู้สังเกตการณ์จาก กระทรวงการต่างประเทศ ๒ ท่าน ได้แก่
๑. นายประสม แพ่งทอง
๒. นางสาววนาลี โล่ห์เพชร
วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ เริ่มการประชุม เวลา ๘.๓๐ น. โดยมีวาระการประชุมและสาระโดยย่อดังนี้
วาระที่ ๑ พิธีเปิดการประชุม ประกอบด้วยการกล่าวเปิดโดย นาย Dominique FRESLON และ นาย Norio MARUYAMA สองประธานร่วมผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ตามลำดับ และการกล่าวของ นาย SOK An รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งเน้นในเรื่องการจัดการน้ำ การรักษาสิ่งแวดล้อม และเรื่องการท่องเที่ยว
วาระที่ ๒ เรื่องการวิจัยและการอนุรักษ์
๒.๑ นาย Azedine BESCHAOUCH, ICC Permanent Scientific Secretary กล่าวรายงานกิจกรรมของ ICC-Angkor และการนำเอาคำแนะนำต่างๆที่ผ่านมาไปสู่การปฏิบัติ กล่าวถึงเรื่องน่ายินดีที่สามารถดำเนินการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างใหม่ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ได้
๒.๒ นาย BUN Narith ผู้อำนวยการใหญ่ APSARA Authority กล่าวรายงานกิจกรรมต่างๆของ APSARA เช่น การเปิดศูนย์ต้อนรับใหม่ของเมืองพระนคร งานปรับภูมิทัศน์ งานสาธารณูปการต่างๆ เช่น ถนน สะพาน การจัดตั้ง Eco-villages ทำให้ประชาชนยังคงอาศัยอยู่ได้ในพื้นที่อนุรักษ์
๒.๓ การนำเสนอผลการทำงานที่ปราสาทบายนของ JASA (Japan – APSARA Team for Safeguarding Angkor) ประกอบด้วย
๒.๓.๑ รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการบูรณะอาคารบรรณาลัยใต้ โดย ดร. KOU Vet นักโบราณคดี กล่าวถึงการค้นพบโครงสร้างศิลาแลงภายในส่วนฐานของบรรณาลัย ซึ่งสันนิษฐานว่าใช้เป็นโครงสร้างช่วยรับน้ำหนักส่วนบนของอาคาร เพิ่มเติมจากโครงสร้างทรายบดอัดแน่นที่พบได้ทั่วไปในอาคารหลังอื่นๆ และ นาย SOEUR Sothy สถาปนิก เสนอผลการทดลองประกอบหินสำหรับการบูรณะส่วนบนของอาคาร
๒.๓.๒ นาย SHIMODA Ichita สถาปนิก รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับระบบโครงสร้าง ฐานราก ของปราสาทประธาน ซึ่งเป็นการดำเนินการในส่วนที่ EFEO (สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ) เคยมีการขุดตรวจและกลบไว้ตั้งแต่ในปี ค.ศ.๑๙๓๓ โดย ขุดลึกลงไปที่ระดับ ๑๔ เมตร มีการตรวจสอบผลกระทบเรื่องความมั่นคงของโครงสร้างจากการขุดตรวจและการฝังกลบในอดีต
๒.๓.๓ ศาสตราจารย์ ดร. NAKAGAWA Takeshi รายงานเรื่องวิธีการอนุรักษ์ภาพสลักนูนต่ำภายในระเบียงคดของปราสาทบายน ที่เริ่มต้นจากการเก็บบันทึกข้อมูลของภาพสลักนูนต่ำทั้งหมด จากภาพถ่าย ทำเป็นภาพลายเส้น ๒ มิติ และภาพ ๓ มิติ โดยใช้เลเซอร์สแกนเนอร์ เป็นการศึกษารูปแบบศิลปกรรมพร้อมด้วยข้อมูลการเสื่อมสภาพ และจุลินทรีย์ที่พื้นผิวหิน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ต่อไป นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงพระพุทธรูปปางนาคปรกขนาดใหญ่ ที่พบผังอยู่ใต้พื้นปราสาทประธาน ในขณะที่พบมีสภาพแตกเป็นชิ้นๆและถูกฝังอยู่ในระดับลึกถึง ๑๒ เมตร หลังจากการซ่อมแซมองค์พระเป็นที่เรียบร้อยได้นำมาประดิษฐานให้สักการะบูชาที่วัดที่ตั้งอยู่นอกบริเวณของปราสาทบายนเป็นระยะเวลานานแล้ว จึงมีแนวคิดที่จะจัดสร้างพระพุทธรูปประธานของปราสาทบายน องค์จำลองขึ้นเพื่อนำมาประดิษฐานในตำแหน่งดั้งเดิมเพื่อสื่อความหมายของโบราณสถานแห่งนี้
๒.๔ นาย Pascal ROYERE สถาปนิกจาก EFEO รายงานผลการดำเนินการในโครงการบูรณะปราสาทบาปวน ทางด้านทิศตะวันตกของปราสาทที่มีการดัดแปลงเป็นพระพุทธรูปนั้นการบูรณะในส่วนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ได้มีการรื้อฟื้นส่วนโคปุระตะวันตกและระเบียงคดด้านหลังองค์พระให้สามารถเดินได้โดยรอบตามลักษณะของระเบียงคดได้ตามรูปแบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมด้วย นอกจากนี้ที่โคปุระด้านทิศเหนือยังได้บูรณะแล้วเสร็จจนถึงยอดชั้นบนสุด
โดยทั่วไปในการบูรณะส่วนฐานชั้นต่างๆของปราสาท หลังจากการเสริมโครงสร้างภายในจะเป็นการนำหินดั้งเดิมกลับมาเรียง ณ ตำแหน่งดั้งเดิม จากผลการดำเนินการจะเห็นว่าจำเป็นต้องมีการใช้หินใหม่ในการบูรณะเพื่อทดแทนผนังหินในส่วนที่ขาดหายไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในการบูรณะยังคงปฏิบัติตามแนวทางของกฎบัตรเวนิช ที่กำหนดให้แสดงความแตกต่างระหว่างวัสดุดั้งเดิมและวัสดุใหม่ในการบูรณะ และได้เพิ่มความกลมกลืนเพื่อความงดงามโดยรวม
นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแผนการดำเนินการในลำดับต่อไปได้แก่การบูรณะส่วนปราสาทประธานซึ่งอยู่ในส่วนบนสุดของโบราณสถาน
๒.๕ การนำเสนอโดยคณะของ WMF (World Monuments Fund) เกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์ที่ปราสาทพนมบาแค็ง และระเบียงคดด้านทิศตะวันออกที่มีรูปสลักการกวนเกษียรสมุทรที่ปราสาทนครวัด รายงานโดย นาย Glenn BOORNAZIAN สถาปนิกและนักอนุรักษ์ และนาย CHEA Sarith นักโบราณคดี เริ่มจากการรายงานผลสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว มีการศึกษาสภาพโครงสร้างของปราสาทพนมบาแค็ง ปัญหาการเสื่อมสภาพ และแนวทางที่จะใช้สำหรับการบูรณะ ข้อมูลจากการดำเนินการทางโบราณคดีที่ปราสาทพนมบาแค็ง และรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินการที่ปราสาทนครวัด โดยโครงการอนุรักษ์ปราสาทพนมบาแค็งเฉพาะทางด้านตะวันออกนี้คาดว่าจะเสร็จในปี ๒๐๑๓
๒.๖ การนำเสนอโดยคณะของ ASI (Archaeological Survey of India) กล่าวแนะนำโดยนาย K.N. SHRIVASTAVA อธิบดีของ ASI และการรายงานในด้านต่างๆโดย นาย M.M. KANADE เรื่องหลักการในการอนุรักษ์ปราสาทตาพรม ดร. N S K Harshm จาก FRI (Forest Research Institute) รายงานเรื่องการอนุรักษ์ต้นไม้ในโบราณสถาน และนาย VK GUPTA วิศวกร รายงานเรื่องการเสริมความมั่นคงแข็งแรงและระบบการระบายน้ำ
ในลำดับแรกกล่าวถึงหลักการที่นำมาใช้ในโครงการนี้ได้แก่ การรักษาความเป็นของแท้และบูรณาภาพของโบราณสถาน ต่อด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาของต้นไม้ใหญ่ในบริเวณปราสาทตาพรม ที่ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของโบราณสถานที่จะต้องรักษาไว้ รายงานผลการดำเนินการในการแก้ปัญหา เช่น การรักษาต้นไม้ที่เป็นโพรงด้วยการใช้ยางไม้พื้นถิ่นแทนการใช้ซีเมนต์ การทำทางเดินไม้และชานไม้สำหรับเป็นที่ถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวเพื่อจะได้ไม่ต้องเหยียบไปบนรากไม้อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นไม้ตาย เมื่อรากไม้ไม่ยึดดินอีกต่อไปก็อาจโค่นล้มทำให้โบราณสถานเสียหายได้ ทั้งนี้ได้มีการเสนอผลการศึกษาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้ในพื้นที่ทั้งหมด ๑๓๑ ต้น
ทางด้านวิศวกรรมมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้ำยันโบราณสถานจากเดิมที่เป็นโครงทรัสไม้ที่กีดขวางการเยี่ยมชมโบราณสถาน มาเป็นแบบที่ยืดหยุ่นปรับแต่งได้เพื่อเปิดโล่งให้การเดินชมโบราณสถานเป็นไปได้โดยสะดวกขึ้น มีการเสนอผลการทำงานในส่วนที่บูรณะไปแล้ว การขุดพบร่องรอยระบบการระบายน้ำแบบดั้งเดิมที่ได้เน้นจัดแสดงไว้เป็นพิเศษ ในขณะที่วางระบบการระบายน้ำใหม่เป็นระบบบ่อซึมที่ไม่มีท่อ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการขุดดินที่จะกระทบต่อรากไม้ และมีข้อเสนอโครงการบูรณะ Hall of Dancers อย่างเต็มรูปแบบในขณะที่เสนอให้รัดรอบส่วนยอดปราสาทในบางจุดที่ไม่จำเป็นจะต้องมีการถอดรื้อหินของอาคารลงมาก่อนทั้งหมด
๒.๗ นาย Valter M. SANTORO จาก I.Ge.S (Ingegneria Geotecnica e Structural snc) ของประเทศอิตาลี นำเสนอเรื่องการบูรณะทางดำเนิน สะพานนาค โคปุระ ขอบสระน้ำด้านทิศตะวันตก และบากัน(ระเบียงคดชั้นใน)ด้านตะวันตกของปราสาทนครวัด โดยเสนอแผนการการบูรณะ การเอาเสาซีเมนต์จากการบูรณะในอดีตออกและผลการศึกษาการจำลองสภาพการแคลื่อนตัวเปลี่ยนรูปทางด้านโครงสร้างของส่วนบากัน
๒.๘ การนำเสนอโดยคณะของ CSA (Chinese Safeguarding Angkor) เกี่ยวกับโครงการบูรณะที่ปราสาทตาแก้ว ประกอบด้วย หลักการโดยทั่วไปที่จะนำมาใช้ในการอนุรักษ์ โดยศาสตราจารย์ HOU Weidong ผู้อำนวยการโครงการตาแก้ว รองประธานอิโคโมสจีน และรองประธาน CACH (Chinese Academy of Cultural Heritage) และการรายงานผลการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการอนุรักษ์โดย ดร. WEN Yuqing แนวความคิดในการอนุรักษ์ประกอบด้วย การรักษาความเป็นของแท้และบูรณาภาพ การหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจาการถอดรื้อหิน ถ้ามีความจำเป็นอาจใช้เทคโนโลยีระดับสูงได้ การใช้วัสดุใหม่ในการบูรณะต้องมีการทดสอบก่อน การเสริมความมั่นคงแข็งแรงใดใดจะต้องมีลักษณะที่ปรับแก้ไขได้ หินหล่นทั้งหมดควรจะต้องนำกลับไปไว้ในที่ตั้งดั้งเดิม โดยปกติจะต้องไม่มีการปฏิสังขรณ์อย่างเต็มรูปแบบขึ้นมาใหม่ จากแผนการดำเนินการที่นำเสนอในช่วงแรกเป็นโครงการระยะสั้นในระยะเวลา ๕ ปี (๒๐๑๐-๒๐๑๕) ก่อน
๒.๙ รายงานความคิดเห็นโดยคณะเฉพาะกิจของผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ Mounir BOUCHENAKI ศาสตราจารย์ Giorgio CROCI และศาสตราจารย์ Pierre-Andre LABLAUDE จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒
ในส่วนของการดำเนินงานของคณะจากประเทศอิตาลี ที่ปราสาทนครวัด เห็นด้วยกับการเสริมโครงสร้างในลักษณะที่มองไม่เห็นจากภายนอกพร้อมๆกับการเสริมความมั่นคงเนื้อวัสดุของหิน และการระบายน้ำ แต่ขอให้เสริมวัสดุใหม่ในการอนุรักษ์ และขอให้ทำบันไดไม้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมด้วย
สำหรับโครงการอนุรักษ์ที่ปราสาทพนมบาแค็งของ WMF คณะผู้เชี่ยวชาญแสดงความเป็นห่วงในส่วนของโครงสร้างที่เป็นอิฐที่ย้ำให้มีการกำกับดูแลเป็นพิเศษ
ที่ปราสาทเบ็งมีเลีย น่าจะได้สนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่ ส่วนสะพานโบราณที่ยังคงมีการใช้สอยมาจนถึงในปัจุบัน ควรจะต้องมีการเสริมความมั่นคงแข็งแรงต่อไป
สำหรับการดำเนินการที่ปราสาทบาปวน ของ EFEO ให้เน้นเรื่องการศึกษาข้อมูลที่แท้จริงของรูปแบบสถาปัตยกรรมควบคู่ไปกับการสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจ
ในการดำเนินการที่บรรณาลัยใต้ ปราสาทบายน ของคณะ JASA กล่าวถึงการเปิดโอกาสให้ชาวกัมพูชารุ่นใหม่ได้เข้าร่วมงานในโครงการ และการค้นพบโครงสร้างพิเศษในส่วนฐานของอาคารจากการตรวจสอบโครงสร้างภายในของอาคาร
สำหรับการดำเนินการที่ปราสาทตาพรมของคณะ ASI เป็นงานที่ขาดความชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าจะนำหลักการใดมาเป็นแนวทางในการดำเนินการ จะเลือกอาคารโบราณหรือต้นไม้เพื่อเป็นการเอาใจนักท่องเที่ยว สิ่งที่ดำเนินการในขณะนี้เห็นว่ามีความสมดุลที่ดี ขอแนะนำว่าระหว่างการขุดดินเพื่อจัดทำระบบระบายน้ำควรให้มีนักโบราณคดีมาร่วมงานเพื่อเก็บข้อมูลของการขุดไว้ด้วย รวมทั้งควรมีนักอนุรักษ์หินเข้าร่วมในคณะทำงานด้วย
และในโครงการที่ปราสาทตาแก้วของคณะ CSA ขอสนับสนุนความสำคัญของการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุแห่งการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน ซึ่งในแต่ละกรณีจะมีความแตกต่างกันออกไป และสำหรับกรณีของปราสาทตาแก้วนี้มีจุดอ่อนทางโครงสร้างอยู่ที่ส่วนมุมของอาคาร
นอกจากนี้ยังได้มีการเสนอในเรื่องความเสียหายและการอนุรักษ์แท่งหิน obelisk ซึ่งทางประเทศอิตาลีได้นำจัดส่งคืนให้กับประเทศเอธิโอเปีย
๒.๑๐ การนำเสนอโดยคณะของมหาวิทยาลัย Sophia ประเทศญี่ปุ่น โดยนาย Satoru MIWA สถาปนิก เกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์ที่ ทางเดินเข้าปราสาทนครวัดทางด้านตะวันตก ซึ่งดำเนินการมาถึงในระยะที่ ๒ และโครงการเสริมความมั่นคงแข็งแรงโครงสร้าง ๖ ส่วนของปราสาทบันทายกุฎี ต่อเนื่องจากโครงการในอดีตนับตั้งแต่การขุดค้นทางโบราณคดีที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๑ มาจนถึงการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ในปี ๒๐๐๗
๒.๑๑ การนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์หิน ประกอบด้วย
๒.๑๑.๑ ศาสตราจารย์ ดร. Hans LEISEN จากคณะ GACP (German APSARA Conservation Project) บรรยายเรื่องจุดยืนในการอนุรักษ์หินของโบราณสถาน กล่าวถึงความเสียหายของเนื้อหินที่เกิดจากการอนุรักษ์ที่ผิดวิธี กล่าวถึงหลักการและเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าการใช้สารกันน้ำที่ผิวหินไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับโบราณสถานเมืองพระนคร ด้วยเหตุที่การใช้สารกันน้ำนี้เป็นการดำเนินการที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และอาจก่อให้เกิดผลตามมาที่รุนแรง คุณสมบัติการกันน้ำจะหมดไปในเวลาอย่างมากที่สุด ๑๐ ปีทำให้ต้องมีการใช้สารกันน้ำอีกครั้ง ในการใช้ซ้ำนี้จะทำให้การระเหยออกของความชื้นจากภายในเนื้อหินเป็นไปได้ยากมาก อีกทั้งเงื่อนไขเบื้องต้นต่างๆสำหรับการใช้สารกันน้ำได้อย่างปลอดภัย ยังไม่มีเพียงพอที่เป็นหลักประกันในการนำมาใช้ได้
๒.๑๑.๒ นาง Elke TIGGES สถาปนิก ที่ปรึกษาของ APSARA Stone Conservation Unit และ DED (Deutscher Entwicklungsdienst German Development Authority) บรรยายเรื่องการอนุรักษ์หินทรายในเมืองพระนคร โดยหน่วยงานถาวรของผู้เชี่ยวชาญชาวกัมพูชาในด้านการอนุรักษ์หินของ APSARA ด้วยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญของคณะจากประเทศเยอรมัน ได้นำเสนอผลงานการอนุรักษ์ประติมากรรมรูปช้างที่ปราสาทแม่บุญตะวันออก โดยในส่วนงานสลักหินใหม่มาเสริมให้สมบูรณ์ได้รับความช่วยเหลือจากคณะของสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากนี้ยังมีงานซ่อมสิงห์ ซ่อมราวสะพานทางเข้าเมืองนครธมทางด้านประตูชัย งานซ่อมภาพสลักนูนต่ำเรื่องกวนเกษียรสมุทรที่ปราสาทนครวัดซึ่งส่วนอาคารเป็นงานบูรณะของคณะ WMF การบันทึกภาพสลักที่ถ้ำ Peung Thabal พนมกุเลน การซ่อมเสาประดับกรอบประตูที่ปราสาท O Paoung เทวรูปและกากบาทหิน ที่ปราสาท Reung Chen พนมกุเลน
๒.๑๑.๓ นาง Yoko FUTAGAMI นักวิทยาศาสตร์จาก Tokyo National Research Institute for Cultural Properties ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงผลการศึกษาจุลินทรีย์ ที่ปราสาทตาเน็ย เพื่อการอนุรักษ์หินของโบราณสถาน ในเรื่องความเสียหายของเนื้อหินจาก มอส และ ไลเคน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไลเคนที่เพิ่งได้พบใหม่ที่กัมพูชานี้ และพบว่าไลเคนมีส่วนเกาะยึดที่แทรกลงไปในเนื้อหินได้ ๗-๒๐ มม.มีผลโดยตรงที่ทำให้หินเสื่อมสภาพ ในขณะที่สำหรับมอสไม่มีหลักฐานแน่ชัดอธิบายการเสื่อมสภาพของหินในจุดที่มีมอสขึ้นอยู่ แต่ก็เห็นได้ว่ามอสเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หินเสื่อมสภาพในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง การควบคุมสภาพแวดล้อมในเรื่องความชื้นจึงมีความจำเป็นควบคู่ไปกับการอนุรักษ์เนื้อหิน
๒.๑๑.๔ ดร. Tomo ISHIMURA นักวิทยาศาสตร์จาก Nara National Research Institute for Cultural Properties ประเทศญี่ปุ่น รายงานผลการศึกษาที่ ปราสาททัพตะวันตก เมืองพระนคร และโครงการความร่วมมือที่ให้การสนันสนุนการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยโบราณ Tani ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดแสดงข้อมูลและเปิดให้เข้าชมในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้
๒.๑๑.๕ ศาสตราจารย์ Marie-Francoise ANDRE จากมหาวิทยาลัย Blaise Pascal เมือง Clermont Ferrand ประเทศฝรั่งเศส บรรยายเรื่องความพยายามในการจำลองสถานการณ์การเสื่อมสภาพของหินทรายที่ปราสาทตาแก้ว ระหว่างปี ๑๙๐๕ – ๒๐๐๘ และจากการเปรียบเทียบการเสื่อมสภาพกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสภาพโดยรอบของปราสาทได้พบว่า การตัดไม้โดยรอบปราสาทที่ทำให้ระดับความชื้นเปลี่ยนแปลงมีผลโดยตรงต่อการเสื่อมสภาพ การหลุดร่อนของลวดลายประดับที่ผิวของหิน
จบการประชุมในวันแรก
วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒
ออกจากที่พักเวลา ๗.๐๐ น. เพื่อไปดูงานความคืบหน้าของโครงการอนุรักษ์โบราณสถานเมืองพระนคร ที่ปราสาทพนมบาแค็ง อยู่ระว่างการดำเนินงานโดยคณะ WMF (World Monuments Fund) และที่ปราสาทบายน อยู่ระหว่างการดำเนินงานโดยคณะ JASA (Japan – APSARA Team for Safeguarding Angkor)
เริ่มการประชุม เวลา ๙.๓๐ น. โดยมีวาระการประชุมและสาระโดยย่อดังนี้
๒.๑๒ การนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดีที่เมืองพระนคร ประกอบด้วย
๒.๑๒.๑ การบรรยายเรื่อง ว่าด้วยโบราณคดีที่มืองพระนคร โดยศาสตราจารย์ Claude JACQUES
๒.๑๒.๒ นาย Christophe POTTIER สถาปนิกจาก EFEO รายงานผลงานวิจัยล่าสุดในโครงการของ MAFKATA (Mission Archeologique Franco-Khmere pour Amenagement du Territoire Angkorien)
๒.๑๒.๓ ศาสตราจารย์ Jacques GAUCHER นักโบราณคดีจาก EFEO นำเสนอผลการวิจัยใหม่ของเมืองนครธม ได้แก่ องค์ประกอบแรกๆสำหรับการลำดับยุคสมัยในบริเวณพระราชวัง
๒.๑๒.๔ นาย Eric BOURDONNEAU นักโบราณคดีจาก EFEO รายงานผลการทำงานทางโบราณคดีที่เมืองเกาะแกร์ ได้แก่ การขุดตรวจหาข้อมูลของโบราณสถานPhno Damrei Sa หรือสุสานช้างเผือก และการตรวจสอบหาที่ตั้งของรูปเคารพจากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ที่พื้นอาคาร ที่ปราสาทธม
๒.๑๒.๕ นาย ROS Borath จาก APSARA พร้อมด้วย นาย Jean-Baptiste CHEVANCE จาก Archaeology and Development Foundation รายงานผลและแผนการดำเนินการทางโบราณคดีในปี ๒๐๐๙ ในบริเวณพื้นที่กลุ่มโบราณสถานพนมกุเลน ได้แก่ ปราสาท Krol Romeas ปราสาท Thma Dap ถ้ำ Peung Tbal ปราสาท Rong Chen ปราสาท O Paong ซึ่งนอกจากงานทางโบราณคดี ยังได้ดำเนินการค้ำยัน ซ่อมแซม และทำเฝือกปกป้องเป็นการชั่วคราวด้วย
๒.๑๓ นาย Janos JELEN ประธานที่ปรึกษาด้านการบริหารของ Royal Angkor Foundation นำเสนอรายละเอียดของแผนโครงการ Jaya Kor Ker ที่กลุ่มโบราณสถานเกาะแกร์ ดำเนินการโดย Royal Angkor Foundation โดยเป็นโครงการที่มีการใช้แผนพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเครื่องมือ มีการคำนึงถึงธรรมชาติสภาพแวดล้อม และชุมชน ควบคู่ไปกับโบราณสถาน จึงได้แบ่งโครงการออกเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมรดกวัฒนธรรม กิจกรรมด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมด้านชุมชน ที่จะนำไปสู่ข้อเสนอของการปรับเปลี่ยนขอบเขตของพื้นที่โครงการที่ เกาะแกร์นี้ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับโครงการมากขึ้น
๒.๑๔ ศาสตราจารย์ Roland FLETCHER จาก มหาวิทยาลัยซิดนีย์ นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง รูปแบบการพักอาศัยในอดีตของเมืองพระนคร เพื่อความเข้าใจในลักษณะความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้นที่เมืองพระนคร
๒.๑๕ นาย ROS Borath จาก APSARA บรรยายเรื่อง ปลวกในเมืองพระนคร แสดงถึงสายพันธุ์ต่างๆของปลวกและผลกระทบที่มีต่อโบราณสถาน
๒.๑๖ นาย IM Sokrithy นักโบราณคดี จาก APSARA ผู้ประสานงานโครงการ Living Angkor Road รายงานผลการดำเนินการศึกษาข้อมูลของเส้นทางราชมรรคาจากเมืองพระนครสู่เมืองพิมาย ซึ่งเป็นเส้นทางโบราณที่นอกจากจะมีแนวถนนโบราณแล้วยังพบหลักฐานของสะพานโบราณที่ยังใช้งานอยู่ และโบราณสถานอยู่เรียงรายตลอดทั้งเส้นทาง รวมถึงธรรมศาลา และ อโรคยศาลาซึ่งปรากฏในจารึกปราสาทตาพรมและปราสาทพระขรรค์ ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตกัมพูชา อีกส่วนหนึ่งอยู่ในเขตประเทศไทย พบข้อมูลของผังที่เป็นเอกลักษณ์ของธรรมศาลาที่บ้าน Phum Kol การศึกษาในโครงการนี้ในระยะต่อไปจะได้ขยายพื้นที่สู่เส้นทางโบราณอื่นๆ ได้แก่ เส้นทางสู่ปราสาทวัดพู จำปาสัก และ เส้นทางสู่ปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว โดยมีข้อแม้ในเบื้องต้นว่าจะศึกษาเฉพาะในเขตราชอาณาจักรกัมพูชาเท่านั้น
๒.๑๗ ศาสตราจารย์ T.S. MAXWELL จากมหาวิทยาลัยบอนน์ รายงานความก้าวหน้าในการศึกษาเรื่องจารึกโบราณของเมืองพระนคร
วาระที่ ๓ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน
๓.๑ นาย Azedine BESCHAOUCH, ICC Permanent Scientific Secretary นำเสนอวิธีการดำเนินการของคณะเฉพาะกิจของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
๓.๒ นาย Philippe DELANGHE ผู้เชี่ยวชาญโครงการทางวัฒนธรรม ยูเนสโก สำนักงานพนมเปญ รายงานผลการสัมมนาเรื่องการจัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการน้ำในเมืองพระนครและบริเวณโดยรอบ
๓.๓ นาย Bruno FAVEL ผู้ประสานงานจากกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศฝรั่งเศส กล่าวถึงโครงการความร่วมมือจากกระทรวงวัฒนธรรมด้านสถาปัตยกรรมและมรดก (DAPA)
๓.๔ นาง CHAU SUN Kerya ผู้อำนวยการ Department of Cultural Development, Museums and Heritage Norms ของ APSARA รายงานเรื่องโครงการปรับปรุงบริเวณศูนย์ต้อนรับและศูนย์ข้อมูลปราสาทบันทายสรี ที่มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก กำหนดขอบเขตพื้นที่บริการให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่ออนุรักษ์สภาพโดยรอบของโบราณสถาน
๓.๕ ดร.TAN Bun Suy ผู้อำนวยการ Department of Agriculture and Community Development ของ APSARA รายงานเรื่อง การพัฒนาทางเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ที่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่เป็นเกษตรกร การผลิตอาหารรองรับการท่องเที่ยว การรักษาสิ่งแวดล้อมที่มีเอกลักษณ์ของทะเลสาบโดยไม่ใช้สารเคมี มีการนำเอาบารายซึ่งเป็นองค์ประกอบโบราณมาใช้ประโยชน์การการเกษตร
๓.๖ การนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการฝึกอบรม ประกอบด้วย
๓.๖.๑ นาง SISOWATH Chandevy ผู้อำนวยการโครงการศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพการอนุรักษ์มรดกในระดับภูมิภาค(กัมพูชา ลาว และเวียตนาม) และนาย Sylvian ULISSE ผู้ประสานงานกิจกรรมของโครงการ ได้รายงานผลการทำงานของโครงการที่ได้จัดการอบรมเป็นรุ่นที่ ๒ แล้ว ด้วยความร่วมมือของ Ecole de Chaillot สถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตสถาปนิกที่ทำงานอนุรักษ์สำหรับทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศฝรั่งเศส ในโครงการนี้เป็นหลักสูตรการอบรมระยะเวลา ๑๐ เดือน มีผู้เข้ารับการอบรมในปีแรก ๒๒ คนเป็นกัมพูชา ๘ คน ลาว ๕ คน เวียตนาม ๙ คน และในปีที่๒จำนวน ๒๑ คน เป็นกัมพูชา ๙ คน ลาว ๓ คน เวียตนาม ๙ คน
๓.๖.๒ นาย Michal BLAZEK จาก Czech Project in Angkor รายงานผลการฝึกอบรมในโครงการ Czech Republic School of Restoration ที่ปราสาทพิมานอากาศ เป็นการให้ความรู้ในเรื่องการดูแลรักษา ทำความสะอาด และซ่อมแซม งานประติมากรรม ได้แก่รูปสิงห์ซึ่งตั้งอยู่หน้าบันไดแต่ละด้านของปราสาท ให้แก่ช่างชาวกัมพูชารวมทั้งพระภิกษุ ในการซ่อมแซมได้มีการนำผลิตภัณฑ์หินเทียมของ Czech ซึ่งมีส่วนผสมของปูนซีเมนต์ขาวมาใช้ด้วย
๓.๖.๓ นาย Nobuo ENDO จากมหาวิทยาลัยโซเฟีย ประเทศญี่ปุ่น ได้รายงานผลการดำเนินการตามโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านยุทธศาสตร์การศึกษาเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรม จากการฝึกอบรมชาวกัมพูชาในพื้นที่ ไปพร้อมๆกันกับการดำเนินการอนุรักษ์ที่เริ่มมาตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว นอกจากจะได้ผู้ที่มีความรู้ด้านมรดกวัฒนธรรมมากขึ้นยังได้ผลิตบุคลากรในระดับผู้เชี่ยวชาญมาทำงานในปัจจุบันด้วย
ในช่วงแสดงความคิดเห็นของวาระเรื่องการฝึกอบรม นาย Simon WARRACK นักอนุรักษ์หิน ชาวอังกฤษ ที่ปรึกษาของ ICCROM (ศูนย์ศึกษาระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องการสงวนรักษาและบูรณะสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม) ประจำเมืองพระนคร ได้กล่าวในฐานะตัวแทนของ ICCROM ซึ่งมีหน้าที่ให้การสนับสนุนทางด้านการฝึกอบรมว่า จะขอใช้องค์ความรู้จาก ICC-Angkor นี้สำหรับโครงการฝึกอบรมตามโครงการของ ICC-พระวิหาร โดยจะขอรวบรวมเก็บข้อมูลจากคณะต่างๆที่มาทำงานในเมืองพระนครนี้ ทั้งนี้ ICCROM มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี และเป็นหนึ่งในองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งคงจะได้รับเชิญให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ ICC-พระวิหารด้วย สำหรับนาย Simon WARRACK ผู้นี้เดิมเป็นนักอนุรักษ์อิสระทำงานในประเทศอิตาลี ได้เข้ามาร่วมงานอนุรักษ์ในเมืองพระนครที่ปราสาทพระโค และปราสาทนครวัด(ในส่วนที่ดำเนินการโดยคณะจากประเทศเยอรมัน)
๓.๗ การนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โดย ดร. Shinji TSUKAWAKI จากคณะทำงาน ERDAC (Environment Research Development Angkor Cambodia) จากมหาวิทยาลัย Kanazawa ประเทศญี่ปุ่น ได้รายงานถึงผลการจัดประชุมนานาชาติและการสัมมนาเรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันของอุทยานเมืองพระนคร(Angkor Park) และบริเวณโดยรอบ
๓.๘ นาง Zhivile MONTVILAITE ตัวแทนของบริษัท Rise Entertainment Group จากประเทศรัสเซีย ได้นำเสนอโครงการจัดเทศกาลดนตรี ศิลปะและวัฒนธรรมนานาชาติ “Angkorica” ประจำปีขึ้น ณ กลุ่มปราสาทเมืองพระนคร โดยเลือกบริเวณปราสาทบายนเป็นเวทีหลักของงาน และกระจายการแสดงไปยังจุดต่างๆ ได้แก่ ที่ปราสาทบาปวน ปราสาทพิมานอากาศ พลับพลาช้าง ปราสาทบันทายกุฎีและสระสรง ปราสาทนาคพัน และถนนจากประตูเมืองนครธมด้านทิศใต้ไปถึงปราสาทบายนทั้งสาย โดยมีหลักการที่จะเลือกเฉพาะการแสดงที่เหมาะสมไม่ขัดแย้งกับความเป็นโบราณสถาน การก่อสร้างเป็นลักษณะโครงสร้างเบาที่จะไม่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับโบราณสถาน
๓.๙ รายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจ สำหรับเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
๓.๙.๑ นาย Jean-Marie FURT ได้ให้คำแนะนำสำหรับโครงการ Angkorica ในนามของคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจว่า ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างใดใดเลยแม้ว่าจะทำเป็นโครงสร้างเบา และควรลดพื้นที่การจัดงานลงเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งความจริงแล้วไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้
๓.๙.๒ นาย Tetsuji GOTO ได้รายงานคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจในเรื่องการปกป้องคุ้มครองและการพัฒนาเมืองเสียมราฐ โดยมีข้อเสนอในที่ประชุมให้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเป็นพิเศษเพื่อศึกษาและดำเนินการในเรื่องการวางผังและกำหนดมาตรการในการจัดการควบคุมดูแลในเรื่องนี้
การประชุมยังมีวาระที่ ๔ เรื่องอื่นๆ วาระที่ ๕ เรื่องข้อแนะนำต่างๆของ ICC-Angkor และวาระปิดการประชุม ซึ่งได้ปิดการประชุมลงในเวลา ๑๙.๓๐ น.
ข้อเสนอแนะ การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้นอกจากจะได้ติดตามความคืบหน้าของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารแล้ว ยังได้เห็นตัวอย่างรูปแบบของการดำเนินการของคณะกรรมการระหว่างประเทศที่มาร่วมกันดูแลมรดกวัฒนธรรมในกรณีที่เจ้าของมรดกไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองตามที่เป็นข้อเสนอสำหรับปราสาทพระวิหารด้วย และยังได้ติดตามพัฒนาการทางด้านการอนุรักษ์โบราณสถานและการจัดการในด้านต่างๆที่เป็นประโยชน์ในการรักษาไว้ซึ่งคุณค่าของโบราณสถาน จากคณะทำงานจากชาติต่างๆที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา ในอนาคตจึงน่าที่จะได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมทั้งของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซี่ยนต่อไปประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพระนคร ครั้งที่ ๑๘
การประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของเมืองพระนคร (International Coordinating Committee for Safeguarding and Development of the Historic Site of Angkor : ICC Angkor) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๑๘ ระหว่างวันที่ ๒ – ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ ณ โรงแรม Sokha Angkor เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
ตัวแทนประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมได้แก่
๑. นายชโลธร เผ่าวิบูล อัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ เป็นหัวหน้าคณะ
๒. นายวสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกระดับชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร
พร้อมด้วยผู้สังเกตการณ์จาก กระทรวงการต่างประเทศ ๒ ท่าน ได้แก่
๑. นายประสม แพ่งทอง
๒. นางสาววนาลี โล่ห์เพชร
วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ เริ่มการประชุม เวลา ๘.๓๐ น. โดยมีวาระการประชุมและสาระโดยย่อดังนี้
วาระที่ ๑ พิธีเปิดการประชุม ประกอบด้วยการกล่าวเปิดโดย นาย Dominique FRESLON และ นาย Norio MARUYAMA สองประธานร่วมผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ตามลำดับ และการกล่าวของ นาย SOK An รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งเน้นในเรื่องการจัดการน้ำ การรักษาสิ่งแวดล้อม และเรื่องการท่องเที่ยว
วาระที่ ๒ เรื่องการวิจัยและการอนุรักษ์
๒.๑ นาย Azedine BESCHAOUCH, ICC Permanent Scientific Secretary กล่าวรายงานกิจกรรมของ ICC-Angkor และการนำเอาคำแนะนำต่างๆที่ผ่านมาไปสู่การปฏิบัติ กล่าวถึงเรื่องน่ายินดีที่สามารถดำเนินการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างใหม่ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ได้
๒.๒ นาย BUN Narith ผู้อำนวยการใหญ่ APSARA Authority กล่าวรายงานกิจกรรมต่างๆของ APSARA เช่น การเปิดศูนย์ต้อนรับใหม่ของเมืองพระนคร งานปรับภูมิทัศน์ งานสาธารณูปการต่างๆ เช่น ถนน สะพาน การจัดตั้ง Eco-villages ทำให้ประชาชนยังคงอาศัยอยู่ได้ในพื้นที่อนุรักษ์
๒.๓ การนำเสนอผลการทำงานที่ปราสาทบายนของ JASA (Japan – APSARA Team for Safeguarding Angkor) ประกอบด้วย
๒.๓.๑ รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการบูรณะอาคารบรรณาลัยใต้ โดย ดร. KOU Vet นักโบราณคดี กล่าวถึงการค้นพบโครงสร้างศิลาแลงภายในส่วนฐานของบรรณาลัย ซึ่งสันนิษฐานว่าใช้เป็นโครงสร้างช่วยรับน้ำหนักส่วนบนของอาคาร เพิ่มเติมจากโครงสร้างทรายบดอัดแน่นที่พบได้ทั่วไปในอาคารหลังอื่นๆ และ นาย SOEUR Sothy สถาปนิก เสนอผลการทดลองประกอบหินสำหรับการบูรณะส่วนบนของอาคาร
๒.๓.๒ นาย SHIMODA Ichita สถาปนิก รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับระบบโครงสร้าง ฐานราก ของปราสาทประธาน ซึ่งเป็นการดำเนินการในส่วนที่ EFEO (สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ) เคยมีการขุดตรวจและกลบไว้ตั้งแต่ในปี ค.ศ.๑๙๓๓ โดย ขุดลึกลงไปที่ระดับ ๑๔ เมตร มีการตรวจสอบผลกระทบเรื่องความมั่นคงของโครงสร้างจากการขุดตรวจและการฝังกลบในอดีต
๒.๓.๓ ศาสตราจารย์ ดร. NAKAGAWA Takeshi รายงานเรื่องวิธีการอนุรักษ์ภาพสลักนูนต่ำภายในระเบียงคดของปราสาทบายน ที่เริ่มต้นจากการเก็บบันทึกข้อมูลของภาพสลักนูนต่ำทั้งหมด จากภาพถ่าย ทำเป็นภาพลายเส้น ๒ มิติ และภาพ ๓ มิติ โดยใช้เลเซอร์สแกนเนอร์ เป็นการศึกษารูปแบบศิลปกรรมพร้อมด้วยข้อมูลการเสื่อมสภาพ และจุลินทรีย์ที่พื้นผิวหิน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ต่อไป นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงพระพุทธรูปปางนาคปรกขนาดใหญ่ ที่พบผังอยู่ใต้พื้นปราสาทประธาน ในขณะที่พบมีสภาพแตกเป็นชิ้นๆและถูกฝังอยู่ในระดับลึกถึง ๑๒ เมตร หลังจากการซ่อมแซมองค์พระเป็นที่เรียบร้อยได้นำมาประดิษฐานให้สักการะบูชาที่วัดที่ตั้งอยู่นอกบริเวณของปราสาทบายนเป็นระยะเวลานานแล้ว จึงมีแนวคิดที่จะจัดสร้างพระพุทธรูปประธานของปราสาทบายน องค์จำลองขึ้นเพื่อนำมาประดิษฐานในตำแหน่งดั้งเดิมเพื่อสื่อความหมายของโบราณสถานแห่งนี้
๒.๔ นาย Pascal ROYERE สถาปนิกจาก EFEO รายงานผลการดำเนินการในโครงการบูรณะปราสาทบาปวน ทางด้านทิศตะวันตกของปราสาทที่มีการดัดแปลงเป็นพระพุทธรูปนั้นการบูรณะในส่วนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ได้มีการรื้อฟื้นส่วนโคปุระตะวันตกและระเบียงคดด้านหลังองค์พระให้สามารถเดินได้โดยรอบตามลักษณะของระเบียงคดได้ตามรูปแบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมด้วย นอกจากนี้ที่โคปุระด้านทิศเหนือยังได้บูรณะแล้วเสร็จจนถึงยอดชั้นบนสุด
โดยทั่วไปในการบูรณะส่วนฐานชั้นต่างๆของปราสาท หลังจากการเสริมโครงสร้างภายในจะเป็นการนำหินดั้งเดิมกลับมาเรียง ณ ตำแหน่งดั้งเดิม จากผลการดำเนินการจะเห็นว่าจำเป็นต้องมีการใช้หินใหม่ในการบูรณะเพื่อทดแทนผนังหินในส่วนที่ขาดหายไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในการบูรณะยังคงปฏิบัติตามแนวทางของกฎบัตรเวนิช ที่กำหนดให้แสดงความแตกต่างระหว่างวัสดุดั้งเดิมและวัสดุใหม่ในการบูรณะ และได้เพิ่มความกลมกลืนเพื่อความงดงามโดยรวม
นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแผนการดำเนินการในลำดับต่อไปได้แก่การบูรณะส่วนปราสาทประธานซึ่งอยู่ในส่วนบนสุดของโบราณสถาน
๒.๕ การนำเสนอโดยคณะของ WMF (World Monuments Fund) เกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์ที่ปราสาทพนมบาแค็ง และระเบียงคดด้านทิศตะวันออกที่มีรูปสลักการกวนเกษียรสมุทรที่ปราสาทนครวัด รายงานโดย นาย Glenn BOORNAZIAN สถาปนิกและนักอนุรักษ์ และนาย CHEA Sarith นักโบราณคดี เริ่มจากการรายงานผลสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว มีการศึกษาสภาพโครงสร้างของปราสาทพนมบาแค็ง ปัญหาการเสื่อมสภาพ และแนวทางที่จะใช้สำหรับการบูรณะ ข้อมูลจากการดำเนินการทางโบราณคดีที่ปราสาทพนมบาแค็ง และรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินการที่ปราสาทนครวัด โดยโครงการอนุรักษ์ปราสาทพนมบาแค็งเฉพาะทางด้านตะวันออกนี้คาดว่าจะเสร็จในปี ๒๐๑๓
๒.๖ การนำเสนอโดยคณะของ ASI (Archaeological Survey of India) กล่าวแนะนำโดยนาย K.N. SHRIVASTAVA อธิบดีของ ASI และการรายงานในด้านต่างๆโดย นาย M.M. KANADE เรื่องหลักการในการอนุรักษ์ปราสาทตาพรม ดร. N S K Harshm จาก FRI (Forest Research Institute) รายงานเรื่องการอนุรักษ์ต้นไม้ในโบราณสถาน และนาย VK GUPTA วิศวกร รายงานเรื่องการเสริมความมั่นคงแข็งแรงและระบบการระบายน้ำ
ในลำดับแรกกล่าวถึงหลักการที่นำมาใช้ในโครงการนี้ได้แก่ การรักษาความเป็นของแท้และบูรณาภาพของโบราณสถาน ต่อด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาของต้นไม้ใหญ่ในบริเวณปราสาทตาพรม ที่ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของโบราณสถานที่จะต้องรักษาไว้ รายงานผลการดำเนินการในการแก้ปัญหา เช่น การรักษาต้นไม้ที่เป็นโพรงด้วยการใช้ยางไม้พื้นถิ่นแทนการใช้ซีเมนต์ การทำทางเดินไม้และชานไม้สำหรับเป็นที่ถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวเพื่อจะได้ไม่ต้องเหยียบไปบนรากไม้อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นไม้ตาย เมื่อรากไม้ไม่ยึดดินอีกต่อไปก็อาจโค่นล้มทำให้โบราณสถานเสียหายได้ ทั้งนี้ได้มีการเสนอผลการศึกษาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้ในพื้นที่ทั้งหมด ๑๓๑ ต้น
ทางด้านวิศวกรรมมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้ำยันโบราณสถานจากเดิมที่เป็นโครงทรัสไม้ที่กีดขวางการเยี่ยมชมโบราณสถาน มาเป็นแบบที่ยืดหยุ่นปรับแต่งได้เพื่อเปิดโล่งให้การเดินชมโบราณสถานเป็นไปได้โดยสะดวกขึ้น มีการเสนอผลการทำงานในส่วนที่บูรณะไปแล้ว การขุดพบร่องรอยระบบการระบายน้ำแบบดั้งเดิมที่ได้เน้นจัดแสดงไว้เป็นพิเศษ ในขณะที่วางระบบการระบายน้ำใหม่เป็นระบบบ่อซึมที่ไม่มีท่อ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการขุดดินที่จะกระทบต่อรากไม้ และมีข้อเสนอโครงการบูรณะ Hall of Dancers อย่างเต็มรูปแบบในขณะที่เสนอให้รัดรอบส่วนยอดปราสาทในบางจุดที่ไม่จำเป็นจะต้องมีการถอดรื้อหินของอาคารลงมาก่อนทั้งหมด
๒.๗ นาย Valter M. SANTORO จาก I.Ge.S (Ingegneria Geotecnica e Structural snc) ของประเทศอิตาลี นำเสนอเรื่องการบูรณะทางดำเนิน สะพานนาค โคปุระ ขอบสระน้ำด้านทิศตะวันตก และบากัน(ระเบียงคดชั้นใน)ด้านตะวันตกของปราสาทนครวัด โดยเสนอแผนการการบูรณะ การเอาเสาซีเมนต์จากการบูรณะในอดีตออกและผลการศึกษาการจำลองสภาพการแคลื่อนตัวเปลี่ยนรูปทางด้านโครงสร้างของส่วนบากัน
๒.๘ การนำเสนอโดยคณะของ CSA (Chinese Safeguarding Angkor) เกี่ยวกับโครงการบูรณะที่ปราสาทตาแก้ว ประกอบด้วย หลักการโดยทั่วไปที่จะนำมาใช้ในการอนุรักษ์ โดยศาสตราจารย์ HOU Weidong ผู้อำนวยการโครงการตาแก้ว รองประธานอิโคโมสจีน และรองประธาน CACH (Chinese Academy of Cultural Heritage) และการรายงานผลการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการอนุรักษ์โดย ดร. WEN Yuqing แนวความคิดในการอนุรักษ์ประกอบด้วย การรักษาความเป็นของแท้และบูรณาภาพ การหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจาการถอดรื้อหิน ถ้ามีความจำเป็นอาจใช้เทคโนโลยีระดับสูงได้ การใช้วัสดุใหม่ในการบูรณะต้องมีการทดสอบก่อน การเสริมความมั่นคงแข็งแรงใดใดจะต้องมีลักษณะที่ปรับแก้ไขได้ หินหล่นทั้งหมดควรจะต้องนำกลับไปไว้ในที่ตั้งดั้งเดิม โดยปกติจะต้องไม่มีการปฏิสังขรณ์อย่างเต็มรูปแบบขึ้นมาใหม่ จากแผนการดำเนินการที่นำเสนอในช่วงแรกเป็นโครงการระยะสั้นในระยะเวลา ๕ ปี (๒๐๑๐-๒๐๑๕) ก่อน
๒.๙ รายงานความคิดเห็นโดยคณะเฉพาะกิจของผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ Mounir BOUCHENAKI ศาสตราจารย์ Giorgio CROCI และศาสตราจารย์ Pierre-Andre LABLAUDE จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒
ในส่วนของการดำเนินงานของคณะจากประเทศอิตาลี ที่ปราสาทนครวัด เห็นด้วยกับการเสริมโครงสร้างในลักษณะที่มองไม่เห็นจากภายนอกพร้อมๆกับการเสริมความมั่นคงเนื้อวัสดุของหิน และการระบายน้ำ แต่ขอให้เสริมวัสดุใหม่ในการอนุรักษ์ และขอให้ทำบันไดไม้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมด้วย
สำหรับโครงการอนุรักษ์ที่ปราสาทพนมบาแค็งของ WMF คณะผู้เชี่ยวชาญแสดงความเป็นห่วงในส่วนของโครงสร้างที่เป็นอิฐที่ย้ำให้มีการกำกับดูแลเป็นพิเศษ
ที่ปราสาทเบ็งมีเลีย น่าจะได้สนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่ ส่วนสะพานโบราณที่ยังคงมีการใช้สอยมาจนถึงในปัจุบัน ควรจะต้องมีการเสริมความมั่นคงแข็งแรงต่อไป
สำหรับการดำเนินการที่ปราสาทบาปวน ของ EFEO ให้เน้นเรื่องการศึกษาข้อมูลที่แท้จริงของรูปแบบสถาปัตยกรรมควบคู่ไปกับการสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจ
ในการดำเนินการที่บรรณาลัยใต้ ปราสาทบายน ของคณะ JASA กล่าวถึงการเปิดโอกาสให้ชาวกัมพูชารุ่นใหม่ได้เข้าร่วมงานในโครงการ และการค้นพบโครงสร้างพิเศษในส่วนฐานของอาคารจากการตรวจสอบโครงสร้างภายในของอาคาร
สำหรับการดำเนินการที่ปราสาทตาพรมของคณะ ASI เป็นงานที่ขาดความชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าจะนำหลักการใดมาเป็นแนวทางในการดำเนินการ จะเลือกอาคารโบราณหรือต้นไม้เพื่อเป็นการเอาใจนักท่องเที่ยว สิ่งที่ดำเนินการในขณะนี้เห็นว่ามีความสมดุลที่ดี ขอแนะนำว่าระหว่างการขุดดินเพื่อจัดทำระบบระบายน้ำควรให้มีนักโบราณคดีมาร่วมงานเพื่อเก็บข้อมูลของการขุดไว้ด้วย รวมทั้งควรมีนักอนุรักษ์หินเข้าร่วมในคณะทำงานด้วย
และในโครงการที่ปราสาทตาแก้วของคณะ CSA ขอสนับสนุนความสำคัญของการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุแห่งการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน ซึ่งในแต่ละกรณีจะมีความแตกต่างกันออกไป และสำหรับกรณีของปราสาทตาแก้วนี้มีจุดอ่อนทางโครงสร้างอยู่ที่ส่วนมุมของอาคาร
นอกจากนี้ยังได้มีการเสนอในเรื่องความเสียหายและการอนุรักษ์แท่งหิน obelisk ซึ่งทางประเทศอิตาลีได้นำจัดส่งคืนให้กับประเทศเอธิโอเปีย
๒.๑๐ การนำเสนอโดยคณะของมหาวิทยาลัย Sophia ประเทศญี่ปุ่น โดยนาย Satoru MIWA สถาปนิก เกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์ที่ ทางเดินเข้าปราสาทนครวัดทางด้านตะวันตก ซึ่งดำเนินการมาถึงในระยะที่ ๒ และโครงการเสริมความมั่นคงแข็งแรงโครงสร้าง ๖ ส่วนของปราสาทบันทายกุฎี ต่อเนื่องจากโครงการในอดีตนับตั้งแต่การขุดค้นทางโบราณคดีที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๑ มาจนถึงการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ในปี ๒๐๐๗
๒.๑๑ การนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์หิน ประกอบด้วย
๒.๑๑.๑ ศาสตราจารย์ ดร. Hans LEISEN จากคณะ GACP (German APSARA Conservation Project) บรรยายเรื่องจุดยืนในการอนุรักษ์หินของโบราณสถาน กล่าวถึงความเสียหายของเนื้อหินที่เกิดจากการอนุรักษ์ที่ผิดวิธี กล่าวถึงหลักการและเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าการใช้สารกันน้ำที่ผิวหินไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับโบราณสถานเมืองพระนคร ด้วยเหตุที่การใช้สารกันน้ำนี้เป็นการดำเนินการที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และอาจก่อให้เกิดผลตามมาที่รุนแรง คุณสมบัติการกันน้ำจะหมดไปในเวลาอย่างมากที่สุด ๑๐ ปีทำให้ต้องมีการใช้สารกันน้ำอีกครั้ง ในการใช้ซ้ำนี้จะทำให้การระเหยออกของความชื้นจากภายในเนื้อหินเป็นไปได้ยากมาก อีกทั้งเงื่อนไขเบื้องต้นต่างๆสำหรับการใช้สารกันน้ำได้อย่างปลอดภัย ยังไม่มีเพียงพอที่เป็นหลักประกันในการนำมาใช้ได้
๒.๑๑.๒ นาง Elke TIGGES สถาปนิก ที่ปรึกษาของ APSARA Stone Conservation Unit และ DED (Deutscher Entwicklungsdienst German Development Authority) บรรยายเรื่องการอนุรักษ์หินทรายในเมืองพระนคร โดยหน่วยงานถาวรของผู้เชี่ยวชาญชาวกัมพูชาในด้านการอนุรักษ์หินของ APSARA ด้วยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญของคณะจากประเทศเยอรมัน ได้นำเสนอผลงานการอนุรักษ์ประติมากรรมรูปช้างที่ปราสาทแม่บุญตะวันออก โดยในส่วนงานสลักหินใหม่มาเสริมให้สมบูรณ์ได้รับความช่วยเหลือจากคณะของสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากนี้ยังมีงานซ่อมสิงห์ ซ่อมราวสะพานทางเข้าเมืองนครธมทางด้านประตูชัย งานซ่อมภาพสลักนูนต่ำเรื่องกวนเกษียรสมุทรที่ปราสาทนครวัดซึ่งส่วนอาคารเป็นงานบูรณะของคณะ WMF การบันทึกภาพสลักที่ถ้ำ Peung Thabal พนมกุเลน การซ่อมเสาประดับกรอบประตูที่ปราสาท O Paoung เทวรูปและกากบาทหิน ที่ปราสาท Reung Chen พนมกุเลน
๒.๑๑.๓ นาง Yoko FUTAGAMI นักวิทยาศาสตร์จาก Tokyo National Research Institute for Cultural Properties ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงผลการศึกษาจุลินทรีย์ ที่ปราสาทตาเน็ย เพื่อการอนุรักษ์หินของโบราณสถาน ในเรื่องความเสียหายของเนื้อหินจาก มอส และ ไลเคน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไลเคนที่เพิ่งได้พบใหม่ที่กัมพูชานี้ และพบว่าไลเคนมีส่วนเกาะยึดที่แทรกลงไปในเนื้อหินได้ ๗-๒๐ มม.มีผลโดยตรงที่ทำให้หินเสื่อมสภาพ ในขณะที่สำหรับมอสไม่มีหลักฐานแน่ชัดอธิบายการเสื่อมสภาพของหินในจุดที่มีมอสขึ้นอยู่ แต่ก็เห็นได้ว่ามอสเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หินเสื่อมสภาพในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง การควบคุมสภาพแวดล้อมในเรื่องความชื้นจึงมีความจำเป็นควบคู่ไปกับการอนุรักษ์เนื้อหิน
๒.๑๑.๔ ดร. Tomo ISHIMURA นักวิทยาศาสตร์จาก Nara National Research Institute for Cultural Properties ประเทศญี่ปุ่น รายงานผลการศึกษาที่ ปราสาททัพตะวันตก เมืองพระนคร และโครงการความร่วมมือที่ให้การสนันสนุนการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยโบราณ Tani ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดแสดงข้อมูลและเปิดให้เข้าชมในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้
๒.๑๑.๕ ศาสตราจารย์ Marie-Francoise ANDRE จากมหาวิทยาลัย Blaise Pascal เมือง Clermont Ferrand ประเทศฝรั่งเศส บรรยายเรื่องความพยายามในการจำลองสถานการณ์การเสื่อมสภาพของหินทรายที่ปราสาทตาแก้ว ระหว่างปี ๑๙๐๕ – ๒๐๐๘ และจากการเปรียบเทียบการเสื่อมสภาพกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสภาพโดยรอบของปราสาทได้พบว่า การตัดไม้โดยรอบปราสาทที่ทำให้ระดับความชื้นเปลี่ยนแปลงมีผลโดยตรงต่อการเสื่อมสภาพ การหลุดร่อนของลวดลายประดับที่ผิวของหิน
จบการประชุมในวันแรก
วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒
ออกจากที่พักเวลา ๗.๐๐ น. เพื่อไปดูงานความคืบหน้าของโครงการอนุรักษ์โบราณสถานเมืองพระนคร ที่ปราสาทพนมบาแค็ง อยู่ระว่างการดำเนินงานโดยคณะ WMF (World Monuments Fund) และที่ปราสาทบายน อยู่ระหว่างการดำเนินงานโดยคณะ JASA (Japan – APSARA Team for Safeguarding Angkor)
เริ่มการประชุม เวลา ๙.๓๐ น. โดยมีวาระการประชุมและสาระโดยย่อดังนี้
๒.๑๒ การนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดีที่เมืองพระนคร ประกอบด้วย
๒.๑๒.๑ การบรรยายเรื่อง ว่าด้วยโบราณคดีที่มืองพระนคร โดยศาสตราจารย์ Claude JACQUES
๒.๑๒.๒ นาย Christophe POTTIER สถาปนิกจาก EFEO รายงานผลงานวิจัยล่าสุดในโครงการของ MAFKATA (Mission Archeologique Franco-Khmere pour Amenagement du Territoire Angkorien)
๒.๑๒.๓ ศาสตราจารย์ Jacques GAUCHER นักโบราณคดีจาก EFEO นำเสนอผลการวิจัยใหม่ของเมืองนครธม ได้แก่ องค์ประกอบแรกๆสำหรับการลำดับยุคสมัยในบริเวณพระราชวัง
๒.๑๒.๔ นาย Eric BOURDONNEAU นักโบราณคดีจาก EFEO รายงานผลการทำงานทางโบราณคดีที่เมืองเกาะแกร์ ได้แก่ การขุดตรวจหาข้อมูลของโบราณสถานPhno Damrei Sa หรือสุสานช้างเผือก และการตรวจสอบหาที่ตั้งของรูปเคารพจากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ที่พื้นอาคาร ที่ปราสาทธม
๒.๑๒.๕ นาย ROS Borath จาก APSARA พร้อมด้วย นาย Jean-Baptiste CHEVANCE จาก Archaeology and Development Foundation รายงานผลและแผนการดำเนินการทางโบราณคดีในปี ๒๐๐๙ ในบริเวณพื้นที่กลุ่มโบราณสถานพนมกุเลน ได้แก่ ปราสาท Krol Romeas ปราสาท Thma Dap ถ้ำ Peung Tbal ปราสาท Rong Chen ปราสาท O Paong ซึ่งนอกจากงานทางโบราณคดี ยังได้ดำเนินการค้ำยัน ซ่อมแซม และทำเฝือกปกป้องเป็นการชั่วคราวด้วย
๒.๑๓ นาย Janos JELEN ประธานที่ปรึกษาด้านการบริหารของ Royal Angkor Foundation นำเสนอรายละเอียดของแผนโครงการ Jaya Kor Ker ที่กลุ่มโบราณสถานเกาะแกร์ ดำเนินการโดย Royal Angkor Foundation โดยเป็นโครงการที่มีการใช้แผนพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเครื่องมือ มีการคำนึงถึงธรรมชาติสภาพแวดล้อม และชุมชน ควบคู่ไปกับโบราณสถาน จึงได้แบ่งโครงการออกเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมรดกวัฒนธรรม กิจกรรมด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมด้านชุมชน ที่จะนำไปสู่ข้อเสนอของการปรับเปลี่ยนขอบเขตของพื้นที่โครงการที่ เกาะแกร์นี้ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับโครงการมากขึ้น
๒.๑๔ ศาสตราจารย์ Roland FLETCHER จาก มหาวิทยาลัยซิดนีย์ นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง รูปแบบการพักอาศัยในอดีตของเมืองพระนคร เพื่อความเข้าใจในลักษณะความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้นที่เมืองพระนคร
๒.๑๕ นาย ROS Borath จาก APSARA บรรยายเรื่อง ปลวกในเมืองพระนคร แสดงถึงสายพันธุ์ต่างๆของปลวกและผลกระทบที่มีต่อโบราณสถาน
๒.๑๖ นาย IM Sokrithy นักโบราณคดี จาก APSARA ผู้ประสานงานโครงการ Living Angkor Road รายงานผลการดำเนินการศึกษาข้อมูลของเส้นทางราชมรรคาจากเมืองพระนครสู่เมืองพิมาย ซึ่งเป็นเส้นทางโบราณที่นอกจากจะมีแนวถนนโบราณแล้วยังพบหลักฐานของสะพานโบราณที่ยังใช้งานอยู่ และโบราณสถานอยู่เรียงรายตลอดทั้งเส้นทาง รวมถึงธรรมศาลา และ อโรคยศาลาซึ่งปรากฏในจารึกปราสาทตาพรมและปราสาทพระขรรค์ ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตกัมพูชา อีกส่วนหนึ่งอยู่ในเขตประเทศไทย พบข้อมูลของผังที่เป็นเอกลักษณ์ของธรรมศาลาที่บ้าน Phum Kol การศึกษาในโครงการนี้ในระยะต่อไปจะได้ขยายพื้นที่สู่เส้นทางโบราณอื่นๆ ได้แก่ เส้นทางสู่ปราสาทวัดพู จำปาสัก และ เส้นทางสู่ปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว โดยมีข้อแม้ในเบื้องต้นว่าจะศึกษาเฉพาะในเขตราชอาณาจักรกัมพูชาเท่านั้น
๒.๑๗ ศาสตราจารย์ T.S. MAXWELL จากมหาวิทยาลัยบอนน์ รายงานความก้าวหน้าในการศึกษาเรื่องจารึกโบราณของเมืองพระนคร
วาระที่ ๓ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน
๓.๑ นาย Azedine BESCHAOUCH, ICC Permanent Scientific Secretary นำเสนอวิธีการดำเนินการของคณะเฉพาะกิจของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
๓.๒ นาย Philippe DELANGHE ผู้เชี่ยวชาญโครงการทางวัฒนธรรม ยูเนสโก สำนักงานพนมเปญ รายงานผลการสัมมนาเรื่องการจัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการน้ำในเมืองพระนครและบริเวณโดยรอบ
๓.๓ นาย Bruno FAVEL ผู้ประสานงานจากกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศฝรั่งเศส กล่าวถึงโครงการความร่วมมือจากกระทรวงวัฒนธรรมด้านสถาปัตยกรรมและมรดก (DAPA)
๓.๔ นาง CHAU SUN Kerya ผู้อำนวยการ Department of Cultural Development, Museums and Heritage Norms ของ APSARA รายงานเรื่องโครงการปรับปรุงบริเวณศูนย์ต้อนรับและศูนย์ข้อมูลปราสาทบันทายสรี ที่มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก กำหนดขอบเขตพื้นที่บริการให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่ออนุรักษ์สภาพโดยรอบของโบราณสถาน
๓.๕ ดร.TAN Bun Suy ผู้อำนวยการ Department of Agriculture and Community Development ของ APSARA รายงานเรื่อง การพัฒนาทางเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ที่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่เป็นเกษตรกร การผลิตอาหารรองรับการท่องเที่ยว การรักษาสิ่งแวดล้อมที่มีเอกลักษณ์ของทะเลสาบโดยไม่ใช้สารเคมี มีการนำเอาบารายซึ่งเป็นองค์ประกอบโบราณมาใช้ประโยชน์การการเกษตร
๓.๖ การนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการฝึกอบรม ประกอบด้วย
๓.๖.๑ นาง SISOWATH Chandevy ผู้อำนวยการโครงการศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพการอนุรักษ์มรดกในระดับภูมิภาค(กัมพูชา ลาว และเวียตนาม) และนาย Sylvian ULISSE ผู้ประสานงานกิจกรรมของโครงการ ได้รายงานผลการทำงานของโครงการที่ได้จัดการอบรมเป็นรุ่นที่ ๒ แล้ว ด้วยความร่วมมือของ Ecole de Chaillot สถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตสถาปนิกที่ทำงานอนุรักษ์สำหรับทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศฝรั่งเศส ในโครงการนี้เป็นหลักสูตรการอบรมระยะเวลา ๑๐ เดือน มีผู้เข้ารับการอบรมในปีแรก ๒๒ คนเป็นกัมพูชา ๘ คน ลาว ๕ คน เวียตนาม ๙ คน และในปีที่๒จำนวน ๒๑ คน เป็นกัมพูชา ๙ คน ลาว ๓ คน เวียตนาม ๙ คน
๓.๖.๒ นาย Michal BLAZEK จาก Czech Project in Angkor รายงานผลการฝึกอบรมในโครงการ Czech Republic School of Restoration ที่ปราสาทพิมานอากาศ เป็นการให้ความรู้ในเรื่องการดูแลรักษา ทำความสะอาด และซ่อมแซม งานประติมากรรม ได้แก่รูปสิงห์ซึ่งตั้งอยู่หน้าบันไดแต่ละด้านของปราสาท ให้แก่ช่างชาวกัมพูชารวมทั้งพระภิกษุ ในการซ่อมแซมได้มีการนำผลิตภัณฑ์หินเทียมของ Czech ซึ่งมีส่วนผสมของปูนซีเมนต์ขาวมาใช้ด้วย
๓.๖.๓ นาย Nobuo ENDO จากมหาวิทยาลัยโซเฟีย ประเทศญี่ปุ่น ได้รายงานผลการดำเนินการตามโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านยุทธศาสตร์การศึกษาเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรม จากการฝึกอบรมชาวกัมพูชาในพื้นที่ ไปพร้อมๆกันกับการดำเนินการอนุรักษ์ที่เริ่มมาตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว นอกจากจะได้ผู้ที่มีความรู้ด้านมรดกวัฒนธรรมมากขึ้นยังได้ผลิตบุคลากรในระดับผู้เชี่ยวชาญมาทำงานในปัจจุบันด้วย
ในช่วงแสดงความคิดเห็นของวาระเรื่องการฝึกอบรม นาย Simon WARRACK นักอนุรักษ์หิน ชาวอังกฤษ ที่ปรึกษาของ ICCROM (ศูนย์ศึกษาระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องการสงวนรักษาและบูรณะสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม) ประจำเมืองพระนคร ได้กล่าวในฐานะตัวแทนของ ICCROM ซึ่งมีหน้าที่ให้การสนับสนุนทางด้านการฝึกอบรมว่า จะขอใช้องค์ความรู้จาก ICC-Angkor นี้สำหรับโครงการฝึกอบรมตามโครงการของ ICC-พระวิหาร โดยจะขอรวบรวมเก็บข้อมูลจากคณะต่างๆที่มาทำงานในเมืองพระนครนี้ ทั้งนี้ ICCROM มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี และเป็นหนึ่งในองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งคงจะได้รับเชิญให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ ICC-พระวิหารด้วย สำหรับนาย Simon WARRACK ผู้นี้เดิมเป็นนักอนุรักษ์อิสระทำงานในประเทศอิตาลี ได้เข้ามาร่วมงานอนุรักษ์ในเมืองพระนครที่ปราสาทพระโค และปราสาทนครวัด(ในส่วนที่ดำเนินการโดยคณะจากประเทศเยอรมัน)
๓.๗ การนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โดย ดร. Shinji TSUKAWAKI จากคณะทำงาน ERDAC (Environment Research Development Angkor Cambodia) จากมหาวิทยาลัย Kanazawa ประเทศญี่ปุ่น ได้รายงานถึงผลการจัดประชุมนานาชาติและการสัมมนาเรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันของอุทยานเมืองพระนคร(Angkor Park) และบริเวณโดยรอบ
๓.๘ นาง Zhivile MONTVILAITE ตัวแทนของบริษัท Rise Entertainment Group จากประเทศรัสเซีย ได้นำเสนอโครงการจัดเทศกาลดนตรี ศิลปะและวัฒนธรรมนานาชาติ “Angkorica” ประจำปีขึ้น ณ กลุ่มปราสาทเมืองพระนคร โดยเลือกบริเวณปราสาทบายนเป็นเวทีหลักของงาน และกระจายการแสดงไปยังจุดต่างๆ ได้แก่ ที่ปราสาทบาปวน ปราสาทพิมานอากาศ พลับพลาช้าง ปราสาทบันทายกุฎีและสระสรง ปราสาทนาคพัน และถนนจากประตูเมืองนครธมด้านทิศใต้ไปถึงปราสาทบายนทั้งสาย โดยมีหลักการที่จะเลือกเฉพาะการแสดงที่เหมาะสมไม่ขัดแย้งกับความเป็นโบราณสถาน การก่อสร้างเป็นลักษณะโครงสร้างเบาที่จะไม่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับโบราณสถาน
๓.๙ รายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจ สำหรับเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
๓.๙.๑ นาย Jean-Marie FURT ได้ให้คำแนะนำสำหรับโครงการ Angkorica ในนามของคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจว่า ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างใดใดเลยแม้ว่าจะทำเป็นโครงสร้างเบา และควรลดพื้นที่การจัดงานลงเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งความจริงแล้วไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้
๓.๙.๒ นาย Tetsuji GOTO ได้รายงานคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจในเรื่องการปกป้องคุ้มครองและการพัฒนาเมืองเสียมราฐ โดยมีข้อเสนอในที่ประชุมให้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเป็นพิเศษเพื่อศึกษาและดำเนินการในเรื่องการวางผังและกำหนดมาตรการในการจัดการควบคุมดูแลในเรื่องนี้
การประชุมยังมีวาระที่ ๔ เรื่องอื่นๆ วาระที่ ๕ เรื่องข้อแนะนำต่างๆของ ICC-Angkor และวาระปิดการประชุม ซึ่งได้ปิดการประชุมลงในเวลา ๑๙.๓๐ น.
ข้อเสนอแนะ การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้นอกจากจะได้ติดตามความคืบหน้าของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารแล้ว ยังได้เห็นตัวอย่างรูปแบบของการดำเนินการของคณะกรรมการระหว่างประเทศที่มาร่วมกันดูแลมรดกวัฒนธรรมในกรณีที่เจ้าของมรดกไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองตามที่เป็นข้อเสนอสำหรับปราสาทพระวิหารด้วย และยังได้ติดตามพัฒนาการทางด้านการอนุรักษ์โบราณสถานและการจัดการในด้านต่างๆที่เป็นประโยชน์ในการรักษาไว้ซึ่งคุณค่าของโบราณสถาน จากคณะทำงานจากชาติต่างๆที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา ในอนาคตจึงน่าที่จะได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมทั้งของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซี่ยนต่อไปประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพระนคร ครั้งที่ ๑๘
วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552
Happy New Year Sdok Kok Thom 2010
เมื่อเอารูปปราสาทประธานของปราสาทสด๊กก๊อกธมมาใช้ส่งความสุขปีใหม่ ๒๕๕๓ก็เลยขอนำข้อมูลเรื่องการอนุรักษ์มาบรรณาการด้วยก็แล้วกันครับ...
ก่อนการขุดแต่งเคลื่อนย้ายหินหล่น
ปราสาทประธานหลังการขุดแต่ง
ปราสาทประธานหลังการบูรณะอนุรักษ์ปราสาทหินด้วยอนัสติโลซิส
การอนุรักษ์โบราณสถานประเภทหินที่ยอมรับกันในระดับสากลว่าเหมาะสมที่สุดในปัจจุบันได้แก่วิธีการประกอบคืนสภาพ หรือที่เรียกว่า อนัสติโลซิส (Anastylosis) เป็นภาษากรีก มีการนำมาใช้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเพื่อใช้เรียกวิธีการอนุรักษ์สำหรับกลุ่มโบราณสถานอะโครโปลิสแห่งเมืองเอเธนส์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ โดยวิศวกรที่ชื่อนายนิโคลาโอส บาลาโนส เขาได้ให้คำจำกัดความของ อนัสติโลซิส ไว้ว่า “เป็นการนำกลับไปสู่ที่เดิมขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของสิ่งก่อสร้างโบราณ” ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือ การนำเอาวัสดุดั้งเดิม กลับไปวางไว้ในตำแหน่งดั้งเดิม โดยใช้วิธีการก่อสร้างดั้งเดิม
หลังจากที่อนัสติโลซิสเป็นที่ยอมรับและนำมาใช้กับอาคารกรีกโรมัน ก็ได้แพร่หลายมาสู่เอเซียโดยสถาปนิกชาวดัทช์นำมาใช้ที่ชวาก่อน แล้วจึงต่อมาที่เมืองพระนคร ราชอาณาจักรกัมพูชาโดยนายอองรี มาร์ชาล ชาวฝรั่งเศส โดยใช้เป็นครั้งแรกที่ปราสาทบันทายสรี แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องโครงสร้างของสถาปัตยกรรมเขมรจึงจำเป็นต้องใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กร่วมด้วย และในที่สุดก็มาถึงประเทศไทยโดยเริ่มต้นที่ปราสาทพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในปีพ.ศ.๒๕๐๗ ยูเนสโกได้ส่งสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ๒ ท่านคือนายแบร์นารด์ ฟิลิปป์ โกรส์ลิเยร์ และนายปิแอร์ ปิชารด์ มาเป็นที่ปรึกษาของหม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ ที่ทรงเป็นสถาปนิกโครงการ จากนั้นที่ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ ก็ได้ใช้อนัสติโลซิสต่อมาตามลำดับภายใต้การดูแลของ ดร.สัญชัย หมายมั่น ด้วยหลักการการถอดรื้อหินออกแล้วนำกลับมาเรียงประกอบใหม่ในตำแหน่งดั้งเดิมที่ควรจะเป็น เหนือฐานรากแผ่คอนกรีตเสริมเหล็กที่มั่นคง มีการเสริมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กซ่อนรับอยู่เป็นจุด ๆ อยู่ด้านในของผนังหิน รวมทั้งระบบระบายน้ำซ่อนอยู่ใต้พื้นหิน เป็นแบบแผนของอนัสติโลซิสที่ใช้ต่อมาอีกหลายปราสาท แต่พัฒนาการด้านการอนุรักษ์ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง...
อนัสติโลซิสล่าสุดที่สด๊กก๊อกธม สืบเนื่องจากแนวทางล่าสุดที่เห็นชอบโดยกรมศิลปากรแล้วในการลดการใช้โครงสร้างคอนกรีต พร้อมกับระดับของความเป็นของแท้ของวัสดุลง เน้นที่ความเป็นของแท้ของรูปทรง เพื่อประโยชน์ในการสื่อความหมาย ในโครงการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว มีขั้นตอนการดำเนินการหลังการขุดแต่งประกอบด้วย การทำผัง ให้รหัสหินสำหรับชิ้นส่วนของโบราณสถานที่ตกกระจายอยู่เรียกว่า ผังหินหล่น จากนั้นวิเคราะห์และทดลองประกอบหิน ทำการศึกษาเปรียบเทียบ จัดทำแบบบูรณะจากพื้นฐานข้อมูลของลักษณะการเสื่อมสภาพ ผลการทดลองประกอบหิน และแบบวิเคราะห์ ถอดชิ้นส่วนที่ยังคงอยู่ในที่ พร้อมทำผังกำหนดรหัสหินจนครบทีละชั้นทุก ๆ ชั้น เรียกว่า ผังหินรื้อ ดำเนินการเสริมโครงสร้าง โดยทำฐานรากแผ่คอนกรีตเสริมเหล็กที่มีการวางแผ่นกันความชื้นพร้อมด้วยการจัดทำระบบระบายน้ำ ทดลองเรียงหินก่อนนำกลับเข้าที่ทีละ ๓ ชั้น แล้วนำชิ้นส่วนของโบราณสถานทั้งหมดกลับเข้าที่ตั้งดั้งเดิม ทำการก่อเสริมโครงสร้างดั้งเดิมด้วยการก่อศิลาแลงใหม่สอด้วยปูนขาวหมักเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของโครงสร้างเดิม กรณีที่จำเป็นต้องใช้วัสดุใหม่มาเสริมใช้หินทรายที่มีสมบัติใกล้เคียงกับวัสดุเดิม แต่งผิวสัมผัสให้เห็นได้ว่าแตกต่างเมื่อพิจารณาใกล้ๆ แม้ต้องใช้หินใหม่มากกว่าสมัยก่อนแต่ได้ช่วยลดการใช้ปูนซีเมนต์ลงพร้อมกับได้รูปแบบสถาปัตยกรรมโบราณที่เข้าใจได้คืนมาจากสภาพเดิมที่เป็นเพียงกองหิน
การอนุรักษ์โบราณสถานประเภทหินที่ยอมรับกันในระดับสากลว่าเหมาะสมที่สุดในปัจจุบันได้แก่วิธีการประกอบคืนสภาพ หรือที่เรียกว่า อนัสติโลซิส (Anastylosis) เป็นภาษากรีก มีการนำมาใช้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเพื่อใช้เรียกวิธีการอนุรักษ์สำหรับกลุ่มโบราณสถานอะโครโปลิสแห่งเมืองเอเธนส์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ โดยวิศวกรที่ชื่อนายนิโคลาโอส บาลาโนส เขาได้ให้คำจำกัดความของ อนัสติโลซิส ไว้ว่า “เป็นการนำกลับไปสู่ที่เดิมขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของสิ่งก่อสร้างโบราณ” ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือ การนำเอาวัสดุดั้งเดิม กลับไปวางไว้ในตำแหน่งดั้งเดิม โดยใช้วิธีการก่อสร้างดั้งเดิม
หลังจากที่อนัสติโลซิสเป็นที่ยอมรับและนำมาใช้กับอาคารกรีกโรมัน ก็ได้แพร่หลายมาสู่เอเซียโดยสถาปนิกชาวดัทช์นำมาใช้ที่ชวาก่อน แล้วจึงต่อมาที่เมืองพระนคร ราชอาณาจักรกัมพูชาโดยนายอองรี มาร์ชาล ชาวฝรั่งเศส โดยใช้เป็นครั้งแรกที่ปราสาทบันทายสรี แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องโครงสร้างของสถาปัตยกรรมเขมรจึงจำเป็นต้องใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กร่วมด้วย และในที่สุดก็มาถึงประเทศไทยโดยเริ่มต้นที่ปราสาทพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในปีพ.ศ.๒๕๐๗ ยูเนสโกได้ส่งสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ๒ ท่านคือนายแบร์นารด์ ฟิลิปป์ โกรส์ลิเยร์ และนายปิแอร์ ปิชารด์ มาเป็นที่ปรึกษาของหม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ ที่ทรงเป็นสถาปนิกโครงการ จากนั้นที่ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ ก็ได้ใช้อนัสติโลซิสต่อมาตามลำดับภายใต้การดูแลของ ดร.สัญชัย หมายมั่น ด้วยหลักการการถอดรื้อหินออกแล้วนำกลับมาเรียงประกอบใหม่ในตำแหน่งดั้งเดิมที่ควรจะเป็น เหนือฐานรากแผ่คอนกรีตเสริมเหล็กที่มั่นคง มีการเสริมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กซ่อนรับอยู่เป็นจุด ๆ อยู่ด้านในของผนังหิน รวมทั้งระบบระบายน้ำซ่อนอยู่ใต้พื้นหิน เป็นแบบแผนของอนัสติโลซิสที่ใช้ต่อมาอีกหลายปราสาท แต่พัฒนาการด้านการอนุรักษ์ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง...
อนัสติโลซิสล่าสุดที่สด๊กก๊อกธม สืบเนื่องจากแนวทางล่าสุดที่เห็นชอบโดยกรมศิลปากรแล้วในการลดการใช้โครงสร้างคอนกรีต พร้อมกับระดับของความเป็นของแท้ของวัสดุลง เน้นที่ความเป็นของแท้ของรูปทรง เพื่อประโยชน์ในการสื่อความหมาย ในโครงการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว มีขั้นตอนการดำเนินการหลังการขุดแต่งประกอบด้วย การทำผัง ให้รหัสหินสำหรับชิ้นส่วนของโบราณสถานที่ตกกระจายอยู่เรียกว่า ผังหินหล่น จากนั้นวิเคราะห์และทดลองประกอบหิน ทำการศึกษาเปรียบเทียบ จัดทำแบบบูรณะจากพื้นฐานข้อมูลของลักษณะการเสื่อมสภาพ ผลการทดลองประกอบหิน และแบบวิเคราะห์ ถอดชิ้นส่วนที่ยังคงอยู่ในที่ พร้อมทำผังกำหนดรหัสหินจนครบทีละชั้นทุก ๆ ชั้น เรียกว่า ผังหินรื้อ ดำเนินการเสริมโครงสร้าง โดยทำฐานรากแผ่คอนกรีตเสริมเหล็กที่มีการวางแผ่นกันความชื้นพร้อมด้วยการจัดทำระบบระบายน้ำ ทดลองเรียงหินก่อนนำกลับเข้าที่ทีละ ๓ ชั้น แล้วนำชิ้นส่วนของโบราณสถานทั้งหมดกลับเข้าที่ตั้งดั้งเดิม ทำการก่อเสริมโครงสร้างดั้งเดิมด้วยการก่อศิลาแลงใหม่สอด้วยปูนขาวหมักเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของโครงสร้างเดิม กรณีที่จำเป็นต้องใช้วัสดุใหม่มาเสริมใช้หินทรายที่มีสมบัติใกล้เคียงกับวัสดุเดิม แต่งผิวสัมผัสให้เห็นได้ว่าแตกต่างเมื่อพิจารณาใกล้ๆ แม้ต้องใช้หินใหม่มากกว่าสมัยก่อนแต่ได้ช่วยลดการใช้ปูนซีเมนต์ลงพร้อมกับได้รูปแบบสถาปัตยกรรมโบราณที่เข้าใจได้คืนมาจากสภาพเดิมที่เป็นเพียงกองหิน
"Dream Team"
ป้ายกำกับ:
ปราสาทหิน,
สด๊กก๊อกธม,
อนัสติโลซิส,
อนุรักษ์,
Anastylosis,
Happy New Year
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ประเทศไทยในกรรมการมรดกโลกกับฉากต่อไปที่พระวิหาร
ก่อนอื่นคงต้องขอแสดงความยินดีกับพ่อแม่พี่น้องชาวไทย ที่ ดร.โสมสุดา ลียะวณิช รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนจากประเทศไทยของเราได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการมรดกโลก ๒๑ ชาติ ในการเลือกตั้งคณะกรรมการมรดกโลกที่ว่างลงตามวาระ ๑๒ ตำแหน่ง ในโอกาสของการประชุมที่องค์การยูเนสโก ปารีส ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่อาจจะกล่าวได้ว่าเหนือความคาดหมาย เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ยังตึงเครียดอยู่จากกรณีของปราสาทพระวิหาร ที่คณะกรรมการมรดกโลกชุดก่อนได้มีมติให้บรรจุในบัญชีมรดกโลกทางวัฒนธรรมไปเรียบร้อยแล้วในฐานะมรดกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ตั้งแต่การประชุมที่เมืองควิเบค แคนาดาเมื่อปีที่แล้ว โดยไม่สนใจข้อมูลและข้อโต้แย้งของคณะผู้แทนไทยซึ่งขณะนั้นเข้าประชุมด้วยฐานะที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ อีกทั้งในส่วนของอิโคโมสสากลซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกในการประเมินเอกสารที่นำเสนอว่าแหล่งนั้นๆมีคุณค่าและมาตรการในการปกป้องคุ้มครองครบถ้วนสมควรที่จะนำเข้าวาระให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาตัดสินให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมหรือไม่ ก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับรายงานข้อโต้แย้งการประเมินและแผนการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารในเขตประเทศไทยที่จัดทำโดยอิโคโมสไทย ทั้งที่มีถูกต้องตามหลักวิชาการและข้อเท็จจริงที่ไม่บิดเบี้ยวเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
จนมาถึงการประชุมที่เมืองเซวีย่า สเปนในปีนี้ ซึ่งตามวาระกัมพูชาจะต้องรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตพื้นที่กันชน และ พื้นที่การจัดการร่วม ตามที่ให้สัญลักษณ์ไว้ว่า N2 และ N3 แต่ยังไม่มีขอบเขต (เพราะต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะล่วงล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ของไทยแม้ว่ากัมพูชาจะยืนยันว่าไม่เคยยอมรับเรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อน) และเรื่องการจัดตั้ง ICC คณะกรรมการร่วมนานาชาติที่จะมาช่วยกันดูแลมรดกโลกพระวิหารนี้ ที่ขอให้เชิญไทยเข้าร่วมด้วย ในเมื่อยังไม่มีการเจรจาใดๆกับประเทศไทยในเรื่องนี้เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับทั้งฝ่ายไทย กัมพูชา และเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานเอง แต่กลับใช้เกมการเมืองในรูปแบบต่างๆ ก่อให้เกิดความตึงเครียด การเผชิญหน้า จนถึงการปะทะกันทั้งระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา และในส่วนคนไทยด้วยกันเอง จึงไม่มีอะไรไปรายงานแบบเปิดเผย (เมื่อเรายังไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลกก็ไม่รู้ว่ากัมพูชาไปรายงานว่าอย่างไร) แต่ก็ได้รับการผ่อนผันให้เป็นกรณีพิเศษอย่างเคย ในกรณีของแผนบริหารจัดการของปราสาทพระวิหารที่จะต้องส่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็อาจจะเช่นเคย คือได้รับการผ่อนผัน เมื่อยังเจรจากับไทยไม่ได้และไม่สามารถเปิดเผยแผนบริหารจัดการที่มีปัญหาอย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่ได้ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งกรรมการมรดกโลก โดยที่มีผู้แทนของกัมพูชาเข้าเสนอตัวด้วย จากประสบการณ์ที่ผมได้รับเกี่ยวกับเรื่องขององค์กรระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้คาดได้ว่าเขานอนมาแน่ และเมื่อได้เข้าไปเป็นหนึ่งในกรรมการผู้พิจารณาเรื่องราวของมรดกโลกที่รวมถึงพระวิหารที่ยังค้างคาอยู่ด้วยนี้ ก็ชัดเจนว่าความเอนเอียงในประชาคมโลกที่มีอยู่แล้ว ก็คงจะไม่มีอะไรยับยั้งได้อีกต่อไป และคงมีผลโดยตรงกับสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กว่าเราจะตัดสินใจได้ว่าจะส่งใครลงสนามแข่งขัน เขาก็ได้หาเสียงล่วงหน้าเราไปนานแล้ว ผมเห็นด้วยกับท่านธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ที่กล่าวไว้ในวันแถลงข่าวว่า “ดีใจมากๆที่ได้ทั้งสองประเทศ” ท่านยังได้เล่าให้ฟังอีกว่า ความจริงเสียงส่วนใหญ่เขาเห็นว่าไม่อยากจะให้เป็นกรรมการทั้งสองประเทศ เพราะไม่ต้องการเติมความขัดแย้งให้มากขึ้น (หากได้เพียงคนใดคนหนึ่ง) แต่ในที่สุดแนวคิดที่ว่า ปัญหาทั้งหลายแท้จริงก็เกิดจากคณะกรรมการมรดกโลกนี้ จึงน่าจะได้แก้ไขด้วยการที่ทั้งไทยและกัมพูชามาตกลงกันภายในคณะกรรมการมรดกโลก อาจเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายได้รับเลือกทั้งคู่ หลายคนอาจกังวลใจและน้อยใจที่เราได้คะแนนน้อยกว่ากัมพูชา ๑ คะแนน แต่ถ้านึกถึงเวลาที่เราใช้ในการหาเสียงแล้วได้รับเลือกด้วยคะแนนที่สูงพอที่จะเป็นกรรมการมรดกโลกตั้งแต่รอบแรก (หากได้เสียงสนับสนุนไม่ถึงครึ่งจะต้องเลือกใหม่เป็นรอบสอง) เป็นถึงที่ ๓ จาก ๑๐ ตำแหน่งที่ต้องการเช่นนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นความสามารถของทีมงานอย่างแท้จริง และเมื่อได้เป็นกรรมการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสวิสที่ได้คะแนนมากที่สุดหรือ เอมิเรตส์ที่เข้ามาแบบไม่มีคู่แข่ง เพราะเสนอตัวในฐานะประเทศที่ยังไม่มีแหล่งมรดกโลกเลยเพียงชาติเดียว ไม่ต้องมีคะแนน ทุกชาติต่างก็มีหนึ่งเสียงเท่ากัน
นอกจากหนึ่งเสียงที่จะช่วยในการผลักดันให้มรดกที่มีคุณค่าของไทยได้รับการเชิดชูในฐานะมรดกโลกให้มากขึ้น และสนับสนุนให้สองแหล่งที่อยู่ใน Tentative list ของเราได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกต่อไปแล้ว เราจะสามารถคาดหวังอะไรได้บ้างจากผู้แทนประเทศไทยของเราท่านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของปราสาทพระวิหาร ที่เราได้เคยโต้แย้งทั้งในเรื่องความถูกต้องทางวิชาการ และ การบริหารจัดการเพื่อการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมของปราสาทที่มีปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง จากนี้ไปถือว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมรดกโลกที่มีหน้าที่ในการพิจารณากำหนดแนวทางในการปกป้องคุ้มครองมรดกโลกทั้งทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา ตรงกับวิสัยทัศน์ประเทศไทยสำหรับมรดกโลกที่ ดร.โสมสุดาประกาศเป็นเจตนารมย์ในเอกสารที่ใช้ในการหาเสียง ตั้งแต่ข้อแรกที่ว่า
“ประเทศไทยตระหนักถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดทำบัญชีมรดกโลกเพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกและคุณค่าที่เป็นสากล อันเป็นประโยชน์โดยรวมของประชาคมโลก ไม่ใช่การประกวดเพื่อชื่อเสียง และกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว แต่ต้องเน้นการรักษาคุณภาพของข้อมูลทางวิชาการ และมาตรการในการดูแลรักษา ...กล่าวคือจะต้องมุ่งรักษาผลประโยชน์ของมรดกเพื่อการใช้สอยอย่างยั่งยืน(Sustainable Use)มากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง” ประการต่อมาคือ “ความเป็นธรรมและเสมอภาค สนับสนุนให้มีแหล่งมรดกโลกอย่างครบถ้วนและทั่วถึงเพื่อเป็นตัวแทนของทุกอารยธรรมในโลก ไม่จำกัดเฉพาะแต่มรดกสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่โต แต่ให้ครอบคลุมถึงตัวแทนของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ คุณค่าทางจิตใจ และความผูกพันของกลุ่มวัฒนธรรม” และประการสุดท้ายได้แก่ “ความปรารถนาในความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างชาติต่างๆ และสันติภาพในโลกจากการประสานงานร่วมมือในระหว่างเครือข่ายของประเทศภาคีสมาชิกที่มีลักษณะของมรดกร่วมกัน...”
ความคาดหวังทั้งหมดจึงมาอยู่ที่ผู้แทนของเรา ที่ถือเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับเกียรตินี้หลังจากที่ ศ. ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ได้เคยฝากฝีมือไว้จนเป็นที่ประจักษ์ในระดับโลกมาแล้ว เมื่อโอกาสมาถึง ให้ประเทศไทยได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่อีกครั้งเช่นนี้ นอกเหนือจากความรู้ความสามารถทางวิชาการด้านโบราณคดีที่ได้ร่ำเรียนมาของ ดร.โสมสุดา ในด้านการบริหารเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการอิโคโมสไทย ตั้งแต่ยังเป็นองค์กรที่ไม่มีกิจกรรมใดๆเพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ท่านได้มองการณ์ไกลว่าควรจะต้องมีการพัฒนาองค์กรเอกชนนี้ขึ้นมาเพื่อสานต่องานที่กรมศิลปากรดูแลอยู่ ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญใหม่ และเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่มให้มีการจัดตั้งสำนักงานของอิโคโมสไทย จัดจ้างเจ้าหน้าที่ประจำขึ้น พร้อมการสร้างเครือข่ายดังที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยบุคลิกลักษณะ ความรู้และความสามารถในการบริหารของท่าน น่าจะเหมาะสมอย่างยิ่งในสถานการณ์แห่งความขัดแย้งเช่นนี้ ด้วยการวางตัวอย่างเหมาะสม ยึดมั่นในหลักการทางวิชาการ พยายามผลักดันการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงให้ออกไป ร่วมตรวจสอบการบ้านที่กัมพูชาทำมาส่งด้วยเหตุและผลอย่างตรงไปตรงมา นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเป็นธรรมให้ที่ประชุมรับทราบ ไม่ได้มุ่งจะเอาแต่ผลประโยชน์ของไทยแต่เพียงอย่างเดียว จากการวางตัวให้เป็นที่เคารพนับถือของท่านในระดับสากล ก็หวังว่าในภาคส่วนอื่นของเราจะได้เข้าใจและมาช่วยกันสนับสนุนโดยธรรมาภิบาล เพื่อการประกาศคุณค่าและปกป้องคุ้มครองมรดกของโลกร่วมกันอย่างแท้จริง และผลประโยชน์ก็จะตามมาพร้อมด้วยมิตรภาพของคนทั้งสองแผ่นดินอย่างยั่งยืนตลอดไป
จนมาถึงการประชุมที่เมืองเซวีย่า สเปนในปีนี้ ซึ่งตามวาระกัมพูชาจะต้องรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตพื้นที่กันชน และ พื้นที่การจัดการร่วม ตามที่ให้สัญลักษณ์ไว้ว่า N2 และ N3 แต่ยังไม่มีขอบเขต (เพราะต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะล่วงล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ของไทยแม้ว่ากัมพูชาจะยืนยันว่าไม่เคยยอมรับเรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อน) และเรื่องการจัดตั้ง ICC คณะกรรมการร่วมนานาชาติที่จะมาช่วยกันดูแลมรดกโลกพระวิหารนี้ ที่ขอให้เชิญไทยเข้าร่วมด้วย ในเมื่อยังไม่มีการเจรจาใดๆกับประเทศไทยในเรื่องนี้เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับทั้งฝ่ายไทย กัมพูชา และเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานเอง แต่กลับใช้เกมการเมืองในรูปแบบต่างๆ ก่อให้เกิดความตึงเครียด การเผชิญหน้า จนถึงการปะทะกันทั้งระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา และในส่วนคนไทยด้วยกันเอง จึงไม่มีอะไรไปรายงานแบบเปิดเผย (เมื่อเรายังไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลกก็ไม่รู้ว่ากัมพูชาไปรายงานว่าอย่างไร) แต่ก็ได้รับการผ่อนผันให้เป็นกรณีพิเศษอย่างเคย ในกรณีของแผนบริหารจัดการของปราสาทพระวิหารที่จะต้องส่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็อาจจะเช่นเคย คือได้รับการผ่อนผัน เมื่อยังเจรจากับไทยไม่ได้และไม่สามารถเปิดเผยแผนบริหารจัดการที่มีปัญหาอย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่ได้ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งกรรมการมรดกโลก โดยที่มีผู้แทนของกัมพูชาเข้าเสนอตัวด้วย จากประสบการณ์ที่ผมได้รับเกี่ยวกับเรื่องขององค์กรระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้คาดได้ว่าเขานอนมาแน่ และเมื่อได้เข้าไปเป็นหนึ่งในกรรมการผู้พิจารณาเรื่องราวของมรดกโลกที่รวมถึงพระวิหารที่ยังค้างคาอยู่ด้วยนี้ ก็ชัดเจนว่าความเอนเอียงในประชาคมโลกที่มีอยู่แล้ว ก็คงจะไม่มีอะไรยับยั้งได้อีกต่อไป และคงมีผลโดยตรงกับสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กว่าเราจะตัดสินใจได้ว่าจะส่งใครลงสนามแข่งขัน เขาก็ได้หาเสียงล่วงหน้าเราไปนานแล้ว ผมเห็นด้วยกับท่านธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ที่กล่าวไว้ในวันแถลงข่าวว่า “ดีใจมากๆที่ได้ทั้งสองประเทศ” ท่านยังได้เล่าให้ฟังอีกว่า ความจริงเสียงส่วนใหญ่เขาเห็นว่าไม่อยากจะให้เป็นกรรมการทั้งสองประเทศ เพราะไม่ต้องการเติมความขัดแย้งให้มากขึ้น (หากได้เพียงคนใดคนหนึ่ง) แต่ในที่สุดแนวคิดที่ว่า ปัญหาทั้งหลายแท้จริงก็เกิดจากคณะกรรมการมรดกโลกนี้ จึงน่าจะได้แก้ไขด้วยการที่ทั้งไทยและกัมพูชามาตกลงกันภายในคณะกรรมการมรดกโลก อาจเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายได้รับเลือกทั้งคู่ หลายคนอาจกังวลใจและน้อยใจที่เราได้คะแนนน้อยกว่ากัมพูชา ๑ คะแนน แต่ถ้านึกถึงเวลาที่เราใช้ในการหาเสียงแล้วได้รับเลือกด้วยคะแนนที่สูงพอที่จะเป็นกรรมการมรดกโลกตั้งแต่รอบแรก (หากได้เสียงสนับสนุนไม่ถึงครึ่งจะต้องเลือกใหม่เป็นรอบสอง) เป็นถึงที่ ๓ จาก ๑๐ ตำแหน่งที่ต้องการเช่นนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นความสามารถของทีมงานอย่างแท้จริง และเมื่อได้เป็นกรรมการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสวิสที่ได้คะแนนมากที่สุดหรือ เอมิเรตส์ที่เข้ามาแบบไม่มีคู่แข่ง เพราะเสนอตัวในฐานะประเทศที่ยังไม่มีแหล่งมรดกโลกเลยเพียงชาติเดียว ไม่ต้องมีคะแนน ทุกชาติต่างก็มีหนึ่งเสียงเท่ากัน
นอกจากหนึ่งเสียงที่จะช่วยในการผลักดันให้มรดกที่มีคุณค่าของไทยได้รับการเชิดชูในฐานะมรดกโลกให้มากขึ้น และสนับสนุนให้สองแหล่งที่อยู่ใน Tentative list ของเราได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกต่อไปแล้ว เราจะสามารถคาดหวังอะไรได้บ้างจากผู้แทนประเทศไทยของเราท่านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของปราสาทพระวิหาร ที่เราได้เคยโต้แย้งทั้งในเรื่องความถูกต้องทางวิชาการ และ การบริหารจัดการเพื่อการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมของปราสาทที่มีปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง จากนี้ไปถือว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมรดกโลกที่มีหน้าที่ในการพิจารณากำหนดแนวทางในการปกป้องคุ้มครองมรดกโลกทั้งทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา ตรงกับวิสัยทัศน์ประเทศไทยสำหรับมรดกโลกที่ ดร.โสมสุดาประกาศเป็นเจตนารมย์ในเอกสารที่ใช้ในการหาเสียง ตั้งแต่ข้อแรกที่ว่า
“ประเทศไทยตระหนักถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดทำบัญชีมรดกโลกเพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกและคุณค่าที่เป็นสากล อันเป็นประโยชน์โดยรวมของประชาคมโลก ไม่ใช่การประกวดเพื่อชื่อเสียง และกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว แต่ต้องเน้นการรักษาคุณภาพของข้อมูลทางวิชาการ และมาตรการในการดูแลรักษา ...กล่าวคือจะต้องมุ่งรักษาผลประโยชน์ของมรดกเพื่อการใช้สอยอย่างยั่งยืน(Sustainable Use)มากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง” ประการต่อมาคือ “ความเป็นธรรมและเสมอภาค สนับสนุนให้มีแหล่งมรดกโลกอย่างครบถ้วนและทั่วถึงเพื่อเป็นตัวแทนของทุกอารยธรรมในโลก ไม่จำกัดเฉพาะแต่มรดกสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่โต แต่ให้ครอบคลุมถึงตัวแทนของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ คุณค่าทางจิตใจ และความผูกพันของกลุ่มวัฒนธรรม” และประการสุดท้ายได้แก่ “ความปรารถนาในความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างชาติต่างๆ และสันติภาพในโลกจากการประสานงานร่วมมือในระหว่างเครือข่ายของประเทศภาคีสมาชิกที่มีลักษณะของมรดกร่วมกัน...”
ความคาดหวังทั้งหมดจึงมาอยู่ที่ผู้แทนของเรา ที่ถือเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับเกียรตินี้หลังจากที่ ศ. ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ได้เคยฝากฝีมือไว้จนเป็นที่ประจักษ์ในระดับโลกมาแล้ว เมื่อโอกาสมาถึง ให้ประเทศไทยได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่อีกครั้งเช่นนี้ นอกเหนือจากความรู้ความสามารถทางวิชาการด้านโบราณคดีที่ได้ร่ำเรียนมาของ ดร.โสมสุดา ในด้านการบริหารเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการอิโคโมสไทย ตั้งแต่ยังเป็นองค์กรที่ไม่มีกิจกรรมใดๆเพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ท่านได้มองการณ์ไกลว่าควรจะต้องมีการพัฒนาองค์กรเอกชนนี้ขึ้นมาเพื่อสานต่องานที่กรมศิลปากรดูแลอยู่ ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญใหม่ และเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่มให้มีการจัดตั้งสำนักงานของอิโคโมสไทย จัดจ้างเจ้าหน้าที่ประจำขึ้น พร้อมการสร้างเครือข่ายดังที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยบุคลิกลักษณะ ความรู้และความสามารถในการบริหารของท่าน น่าจะเหมาะสมอย่างยิ่งในสถานการณ์แห่งความขัดแย้งเช่นนี้ ด้วยการวางตัวอย่างเหมาะสม ยึดมั่นในหลักการทางวิชาการ พยายามผลักดันการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงให้ออกไป ร่วมตรวจสอบการบ้านที่กัมพูชาทำมาส่งด้วยเหตุและผลอย่างตรงไปตรงมา นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเป็นธรรมให้ที่ประชุมรับทราบ ไม่ได้มุ่งจะเอาแต่ผลประโยชน์ของไทยแต่เพียงอย่างเดียว จากการวางตัวให้เป็นที่เคารพนับถือของท่านในระดับสากล ก็หวังว่าในภาคส่วนอื่นของเราจะได้เข้าใจและมาช่วยกันสนับสนุนโดยธรรมาภิบาล เพื่อการประกาศคุณค่าและปกป้องคุ้มครองมรดกของโลกร่วมกันอย่างแท้จริง และผลประโยชน์ก็จะตามมาพร้อมด้วยมิตรภาพของคนทั้งสองแผ่นดินอย่างยั่งยืนตลอดไป
ป้ายกำกับ:
คณะกรรมการมรดกโลก,
ดร.โสมสุดา ลียะวณิช,
พระวิหาร,
อิโคโมสไทย
วิสัยทัศน์ของประเทศไทยเกี่ยวกับมรดกโลก Thailand’s Vision on World Heritage

จากเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการมรดกโลก ของ ดร.โสมสุดา ลียะวณิช
Dr. Somsuda Leyavanija Thailand's Candidacy for the election of World Heritage Committee1. ประเทศไทยตระหนักถึงวัตถุประสงค์หลักของ “Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage” ที่จัดทำบัญชีมรดกโลกขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองตัวมรดกและคุณค่าที่เป็นสากลทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ อันเป็นประโยชน์โดยรวมของประชาคมโลก ไม่ใช่การประกวดชิงตำแหน่งเพื่อชื่อเสียง และกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว จึงขอเน้นย้ำความจำเป็นของการกำหนดให้มีแผนการจัดการ มาตรการในการปกป้องคุ้มครองแหล่งมรดก การเตรียมความพร้อมสำหรับความเสี่ยง ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นประเด็นสำคัญ รวมทั้งการรักษาคุณภาพของข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนคุณค่า(OUV) ความเป็นของแท้(Authenticity) และบูรณภาพ(Integrity)ของมรดก กล่าวคือจะต้องมุ่งรักษาผลประโยชน์ของมรดกเพื่อการใช้สอยอย่างยั่งยืน(Sustainable Use)มากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง
2. ประเทศไทยได้เล็งเห็นว่ายังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่มีแหล่งมรดกโลกแม้แต่แห่งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จะสามารถเป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆในการส่งผ่านต่อไปยังรุ่นต่อไปได้ ขณะที่ในหลายประเทศกลับมีมรดกโลกแล้วเป็นจำนวนมาก เพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคจึงขอสนับสนุนให้มีแหล่งมรดกโลกอย่างครบถ้วนและทั่วถึงเพื่อเป็นตัวแทนของทุกอารยธรรมในโลก ไม่จำกัดเฉพาะแต่มรดกสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่โต อันถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทางกายภาพที่จับต้องได้ แต่ให้ครอบคลุมถึงตัวแทนของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ คุณค่าทางจิตใจ และความผูกพันของกลุ่มวัฒนธรรม โดยคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Value) นี้ถือได้ว่าคือความหมายที่แท้จริงของมรดก ในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณและองค์ความรู้ในการศึกษาเพื่อจัดทำเอกสารนำเสนอ น่าจะมีการตั้งกองทุนพิเศษเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะในลักษณะการจัดการที่สมดุล (Balanced Management)
3. ประเทศไทยปรารถนาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างชาติต่างๆ และสันติภาพในโลก โดยอาจเกิดขึ้นได้จากการประสานงานร่วมมือในระหว่างเครือข่ายของประเทศภาคีสมาชิกที่มีลักษณะของมรดกร่วมกัน ประกอบด้วย วัฒนธรรม/ศิลปกรรม ประเภท วัสดุ เทคนิค ลักษณะของที่ตั้ง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หรือสภาพปัญหา ความเสี่ยงร่วม ขอสนับสนุนการรวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ความคิดเห็น เพื่อประโยชน์ร่วมกันในการอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลกของแต่ละกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งน่าจะเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับกรอบการทำงานตามโครงการ Global Strategy โดยประเทศไทยมีความพร้อมสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการปรึกษาหารือทั้งในด้านงบประมาณและเทคนิค
2. ประเทศไทยได้เล็งเห็นว่ายังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่มีแหล่งมรดกโลกแม้แต่แห่งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จะสามารถเป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆในการส่งผ่านต่อไปยังรุ่นต่อไปได้ ขณะที่ในหลายประเทศกลับมีมรดกโลกแล้วเป็นจำนวนมาก เพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคจึงขอสนับสนุนให้มีแหล่งมรดกโลกอย่างครบถ้วนและทั่วถึงเพื่อเป็นตัวแทนของทุกอารยธรรมในโลก ไม่จำกัดเฉพาะแต่มรดกสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่โต อันถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทางกายภาพที่จับต้องได้ แต่ให้ครอบคลุมถึงตัวแทนของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ คุณค่าทางจิตใจ และความผูกพันของกลุ่มวัฒนธรรม โดยคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Value) นี้ถือได้ว่าคือความหมายที่แท้จริงของมรดก ในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณและองค์ความรู้ในการศึกษาเพื่อจัดทำเอกสารนำเสนอ น่าจะมีการตั้งกองทุนพิเศษเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะในลักษณะการจัดการที่สมดุล (Balanced Management)
3. ประเทศไทยปรารถนาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างชาติต่างๆ และสันติภาพในโลก โดยอาจเกิดขึ้นได้จากการประสานงานร่วมมือในระหว่างเครือข่ายของประเทศภาคีสมาชิกที่มีลักษณะของมรดกร่วมกัน ประกอบด้วย วัฒนธรรม/ศิลปกรรม ประเภท วัสดุ เทคนิค ลักษณะของที่ตั้ง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หรือสภาพปัญหา ความเสี่ยงร่วม ขอสนับสนุนการรวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ความคิดเห็น เพื่อประโยชน์ร่วมกันในการอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลกของแต่ละกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งน่าจะเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับกรอบการทำงานตามโครงการ Global Strategy โดยประเทศไทยมีความพร้อมสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการปรึกษาหารือทั้งในด้านงบประมาณและเทคนิค

1. Thailand has perceived the core objective of the “Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage” that the listing of World Heritage Sites has been employed as a tool for protection of the heritage and their universal values, both on cultural and natural aspects, for the benefits of the world on the whole, not aiming on competition for fame and economic benefits from tourism. Therefore, the necessity of having management plan, protective measures for the heritage sites, risk preparedness, and participation by all involving parties are important issues to be emphasized. Apart from these, reliability and accuracy of scientific data and information which enhances the outstanding universal value, authenticity and integrity of the heritage must also be taken into account. In conclusion, the goal is to preserve the benefits of the heritage for sustainable use rather than economic and political benefits.
2. Thailand has observed that there are still many countries that have not had any World Heritage Site listed, especially in the case of Cultural World Heritage Sites which are representatives of the country’s culture that can be handed down to future generations, whereas there are several countries that have already had a large number of World Heritage Sites. Therefore, for fairness and equality, we support an inclusive listing of World Heritage Sites that represents all civilizations of the world, not to be limited only to large edifices that are rich in physical, tangible values, but also to include those which are representatives of historical continuity, spiritual values and inter-cultural relationships. These intangible values should be considered the true meaning of the heritage. On the aspects of budget and knowledge base for studying the preparation of proposal documents, there should be a special fund for this specific mission in the balanced management approach.
3. Thailand wishes for international friendship and peace of the world, which could be obtained via networking collaboration and cooperation between member countries that have similar characteristics of heritage comprising culture/art, types of heritage, materials, techniques, site features, topography, climates, or mutual problems and risks. We support the forming of groups for exchanging experiences, knowledge, and opinions for mutual benefits in conservation and management of World Heritage Sites of each group in the highest possible efficiency, which should be in accordance with the framework of Global Strategy Project. Thailand is ready to serve as a centre for such discussions, both in terms of budget and techniques.
ป้ายกำกับ:
Somsuda Leyavinija,
thailand's vision,
world heritage committee
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552
ศาลฎีกา คริสตจักรเชียงราย มาจนถึง บ้านวินด์เซอร์ และพาทยะโกศล

โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่อาคารศาลยุติธรรมและศาลฎีกาซึ่งสมาคมฯได้ประกาศไว้ทั้งการเป็นอาคารควรค่าแห่งการอนุรักษ์ (Heritage @ Risk) และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในปีล่าสุด ด้วยเป้าหมายที่จะแสดงให้สาธารณชนและผู้ที่มีความรับผิดชอบ ได้เห็นว่าอาคารศาลยุติธรรมและศาลฎีกานี้เป็นสถาปัตยกรรมที่คุณค่าความสำคัญ ควรที่จะเก็บรักษาไว้ โดยนัยที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการที่จะรื้อกลุ่มอาคารดังกล่าวลงเพื่อสร้างใหม่ทั้งหมด ด้วยเพียงเหตุผลที่ว่า เป็นอาคารที่ไม่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ไม่เหมาะกับพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ แล้วสร้างอาคารใหม่ขนาดใหญ่เต็มพื้นที่โดยนำเอาองค์ประกอบของงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี(อย่างวัดหรือวัง)ขึ้นแทนที่
เนื่องจากกรรมาธิการอนุรักษ์ฯ มีความเห็นว่า อาคารศาลยุติธรรมและศาลฎีกานี้มีคุณค่า ไม่เฉพาะแต่ในความเป็นสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ทางการศาล แต่ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรม Modern Architecture ที่แสดงถึงการพัฒนาอย่างตะวันตกของอาคารหลังแรกและแบบโมเดิร์นที่ผสมผสานลักษณะไทย ซึ่งต้องการแสดงตัวตนของเราควบคู่ไปกับความทันสมัยของอาคารที่สร้างถัดมา ได้ทำให้อาคารแห่งนี้เป็นตัวแทนของรูปแบบสถาปัตยกรรมในช่วงเวลาที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ด้วยความที่เป็นสถาบันที่มีเพียงหนึ่งเดียวในประเทศ แม้เบื้องต้นจะยังไม่ชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโบราณสถานหรือไม่ แต่การตัดสินใจที่จะรื้อลงทั้งหมดถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นที่สำคัญได้แก่การที่เป็นโครงการก่อสร้างในบริเวณใจกลางพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวง ศาลหลักเมือง หรือคลองคูเมืองเดิม ซึ่งล้วนเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และที่สำคัญที่สุดคืออยู่ใกล้กับวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง โครงการที่มิได้มีการหารือกับกรมศิลปากรในเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับโบราณสถาน และมีการยกเว้นไม่ถือปฏิบัติตามเกณฑ์ควบคุมความสูงของอาคารที่อาจไปบดบังมรดกวัฒนธรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าข้องใจอย่างยิ่ง
ในวันนี้กรมศิลปากรจึงเป็นความหวังที่จะช่วยแก้ข้อข้องใจนี้เกี่ยวกับคุณค่าและความเป็นโบราณสถานของอาคารหลังจากที่ทั้งสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมและสมาคมอิโคโมสไทย ได้จัดการเสวนาและมีข้อสรุปที่ระบุถึงคุณค่าที่ต้องรักษาไว้ของอาคารนี้อย่างชัดเจน โดยได้ทำหนังสือแจ้งต่อประธานศาลฎีกาไปแล้ว ซึ่งจากการพบปะกันในวันนี้ก็ได้รับทราบว่า กรมศิลปากรได้พิจารณาแล้วเห็นว่า อาคารศาลยุติธรรมมีคุณค่า และลักษณะครบถ้วนตามคำนิยามของพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ จึงจะได้แจ้งไปยังประธานศาลฎีกาว่า อาคารนี้เป็นโบราณสถานของชาติ ที่ยังมิได้ขึ้นทะเบียน ถือว่าได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การจะดำเนินการใดใดต้องแจ้งต่อกรมศิลปากร นิติกรของกรมศิลปากรยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบันที่ประชาชนชาวไทยมีหน้าที่อนุรักษ์และสืบสานมรดกวัฒนธรรมของตน ประชาชนทุกคนจึงมีสิทธิ์ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในกรณีนี้ได้
ความจริงสมาคมสถาปนิกสยามฯก็ได้มีความพยายามตั้งคำถามนี้กับสังคมมาตั้งแต่การจัดเสวนาของกรรมาธิการอนุรักษ์ในงานสถาปนิก ๕๑ สืบเนื่องจากโครงการประกวดจัดทำข้อมูลอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ และมีกิจกรรมที่แสดงถึงความเห็นคัดค้านการรื้ออาคารศาลฎีกาและก่อสร้างใหม่มาโดยตลอด แต่กระนั้นก็ยังมีคำถามจากกรมศิลปากรย้อนกลับมาบ้างว่า ในเมื่อสมาคมฯไม่เห็นด้วยกับโครงการ และสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารใหม่ก็เป็นสมาชิกของสมาคมฯ เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการภายในสมาคมฯเองให้ตรงจุด เหตุใดจึงต้องอ้างว่าเพราะเกรงใจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งให้บริการออกแบบ ในขณะที่อธิบดีกรมศิลปากรท่านนี้ก็เป็นสถาปนิกที่จบการศึกษาจากจุฬาฯ จึงไม่น่าที่จะนำเรื่องของสถาบันมาเกี่ยวข้องกับความถูกผิด
คริสตจักรที่ ๑ เชียงราย เป็นกรณีต่อมาที่เริ่มต้นจากการที่สมาคมฯได้รับแจ้งมาจากโครงการอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ เรื่องเกิดจากการที่ทางคริสตจักรมีโครงการจะฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปีของการก่อตั้งด้วยการรื้ออาคารที่กำลังจะมีอายุครบร้อยปีนั้นแล้วสร้างอาคารหลังใหม่ให้ใหญ่โต แทนหลังเดิมที่ทรุดโทรมโดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการซ่อมแซมเสริมโครงสร้างที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาช่าง ซึ่งตรงนี้ก็เห็นได้ว่าเป็นอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่จะต้องมีการควบคุมทางวิชาชีพในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ที่ไม่ควรจำกัดเฉพาะงานก่อสร้างใหม่ และไม่ควรมีการยกเว้นการตรวจสอบสำหรับอาคารใดใด ไม่ว่าจะเป็นอาคารของรัฐหรือศาสนสถาน ในส่วนที่เกี่ยวกับกรมศิลปากร ก็ได้รับข้อมูลว่าขณะนี้ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรเชียงใหม่ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่ถูกทางคริสตจักรฟ้องว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการมาชี้ชัดว่าอาคารคริสตจักรมีคุณค่าเข้าข่ายที่จะเป็นโบราณสถาน ในระหว่างที่เป็นความกันนี้คาดว่าคงจะยังไม่มีการรื้ออาคารโบราณเกิดขึ้น แม้จะมั่นใจว่าจะไม่แพ้คดีแต่ทางกรมศิลปากรก็ไม่ปรารถนาที่จะให้มีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น อย่างเฉพาะในกรณีของวัดกัลยาณ์ฯ ขณะนี้กรมศิลปากรก็เป็นทั้งโจทก์และจำเลยในหลายคดี อยู่ตรงกลางระหว่างวัดและชุมชน
ในส่วนพื้นที่กุฎีจีนซึ่งต่อเนื่องกับวัดกัลยาณ์ฯ ก็มีกรณีของบ้านวินด์เซอร์และบ้านพาทยะโกศล อาคารทั้งสองหลังถือว่ามีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญและด้านสถาปัตยกรรมการตกแต่งที่อาจจะมีในระดับที่แตกต่างกัน แต่ที่มีร่วมกันคือความเสี่ยงที่จะเสื่อมสลายไป เจ้าของบ้านไม่ใช่เจ้าของที่ดิน และเจ้าของที่ดินไม่เห็นคุณค่า แม้ว่ากรมศิลปากรจะเห็นและพยายามที่จะเข้าไปสำรวจจัดทำโครงการซ่อมแซม แต่ด้วยความขัดแย้งต่างๆในอดีตก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เมื่อสมาคมฯมีโอกาสเข้าไปสำรวจจัดทำข้อมูลและเก็บข้อมูลสถาปัตยกรรมแบบ Vernadoc ที่บ้านวินเซอร์ และเป็นตัวกลางที่จะช่วยในการขึ้นทะเบียนโบราณสถานที่ต้องการคำยินยอมจากโบสถ์ซางตาครู๊สเจ้าของที่ดิน ส่วนบ้านพาทยะโกศลคงจะต้องรอดูคดีต่างๆของวัดกัลยาณ์กันต่อไป
การที่สมาคมทั้งสามได้มีโอกาสได้เข้าพบอธิบดีและข้าราชการในระดับสูงของกรมศิลปากรในครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของความร่วมมือ การประสานงานในลักษณะของเครือข่ายการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมกันต่อไปในอนาคต ซึ่งจะเป็นผลดีอย่างเต็มที่ต่อมรดกของชาติโดยพวกเราจะช่วยกันสอดส่องดูแล รักษาให้คงอยู่ต่อไป ตามภาระหน้าที่ บทบาทและความถนัดของแต่ละฝ่าย ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ป้ายกำกับ:
ศาลฎีกา,
สมาคมสถาปนิกสยาม. sconte,
อิโคโมสไทย. กรมศิลปากร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)